Thursday, 7 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #16




แต่ว่าแค่รู้ว่ารูปตีนคุณเป็นแบบไหนก็ยังไม่พอนะครับ
คุณต้องเลือกท่าวิ่งก่อนอีกว่า เวลาวิ่งจะเอาส่วนไหนของตีนลงพื้นก่อนในการรับน้ำหนัก

http://runners.onnut.net/2013/07/17/036-heel-to-forefoot-midfoot-strike/

ซึ่งจากที่อ่านๆ มาแล้วฟังดูดีมีเหตุ ก็เลยเลือกท่าวิ่งแบบ pose running นี่ล่ะ
ซึ่งการวิ่งแบบนี้จะเน้นการเอาปลายเท้ากับกลางเท้า (forefoot/midfoot strike) ลงเป็นหลัก

สรุปแล้วนอกจากปรับท่าวิ่ง รู้รูปร่างสรีระตีนตัวเอง รู้วิธีการเอาเท้าลงน้ำหนัก
แล้วถึงจะไปเลือกยี่ห้อ สี ลายรองเท้าที่ถูกใจเราได้ครับ 555

พอได้ข้อมูลครบถ้วนก็ตระเวนตาม shop นู้นนี่นั่นเลย
ลองไปเยอะพอสมควร สรุปสุดท้ายแล้วก็เลือกคู่ที่มันลดราคาครับ (ไม่ช่ายยยสิ)

เราต้องเลือกคู่ที่ใส่แล้วมันรู้สึกโดนกับตีนเราด้วย
ลองไปลองมา สุดท้ายก็มาตกลงปลงใจกับ SKECHERS - Go Run Ride4

คือ ใส่แล้วรู้สึกมันนุ่มดีจริงๆ คือ ไม่ชอบแบบที่ใส่แล้วรู้สึกแน่นๆ แข็งๆ เป็นทรง
และคู่นี้เค้าบอกว่าใส่ไป Half marathon ได้สบายๆ ตอนซื้อก็ได้ลด 20% ด้วย ก็เลยเอาคู่นี้แหละวะ




แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ พอซื้อไปได้ซักเดือนนึง ก็ไปเจอเค้าประกาศลด 50% นี่ล่ะ (ปวดตับเบยย 55)



ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #15




สำหรับสาเหตุของการบาดเจ็บของผม ในลำดับที่สอง นั่นก็คือ รองเท้าวิ่ง นั่นเอง

ในประเด็นนี้ก็มีการถกเถียงกันพอสมควร บางสำนักก็บอกให้วิ่งเท้าเปล่าไปเลย
บางคนก็อาจจะว่ารองเท้ามันไม่เกี่ยว ถ้าท่าวิ่งคุณถูก หรือ
คุณวิ่งแล้วไม่บาดเจ็บก็้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าวิ่งหรอก

สำหรับตัวผมเอง เนื่องจากอาการบาดเจ็บหนักมันมาแล้ว
ไอ้รองเท้าที่ใส่วิ่งก็ดันเป็นแค่รองเท้า training ซะด้วย

ประกอบกับมีรองเท้าวิ่งที่ขายกันตามห้างร้านหรือในเน็ตก็เต็มไปหมด
ก็เลยฟันธงว่า รองเท้านี่ล่ะ มันต้องเกี่ยวกับการบาดเจ็บแล้วแน่ๆ
ถ้าไม่เกี่ยวเค้าจะทำรองเท้าเฉพาะวิ่งออกมาขายกันได้เยอะแยะยาวนานขนาดนี้เลยหรอ (ไม่นับแฟชั่น)

และจากที่ผมสังเกตตัวเองถ้าเราวิ่งไม่กี่กิโล หรือวิ่งน้อยๆ เราจะใส่รองเท้าอาไรก็ได้ครับ
แต่ถ้าเริ่มวิ่งระยะไกลแล้ว (5 กิโลขึ้นไป) รองเท้านี่มันก็มีผลกระทบ (แบบสะสม) มากเช่นกัน

ซึ่งพอเจาะรายละเอียดลงไปอีก ก็พบว่า แม้ว่าลักษณะของคนเรามันดูจะเหมือนๆ กัน
แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รูปร่างลักษณะตีนของแต่ละคน
มันก็ยังดันมีหลายแบบอีกนะ Flatfoot, High arch, Normal arch (อันนี้ก็ความรู้ใหม่) เรียกได้ว่าเยอะ 555

วิธีการดูง่ายๆ ถ้ารูปตีนคุณเป็นแบบไหน ก็คือ เอาตีนไปจุ่มน้ำ (หรือโคลนก็ได้นะ 55)
แล้วก็ลองมาเหยียบบนกระดาษเปล่า แล้วก็ไปเทียบดูกับรูปข้างบนหรือในเน็ตเอา
ว่าเป็นแบบไหน แล้วก็ค่อยไปหารองเท้าที่ match กะรูปตีนของคุณครับ




Tuesday, 5 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #14



การบาดเจ็บจากการวิ่งของผมในครั้งนี้ เกิดจากอะไรนะหรอ

อันดับแรกเลย คือ ท่าวิ่ง นั่นเอง
    อันนี้แหละสำคัญที่สุดเลยนะผมว่า ตอนที่ไปตะลุยอ่านในเน็ตนี้ก็พบข้อมูลมากมาย

    แต่สรุปได้ว่าขั้นแรก คือ ถ้าคุณจะวิ่งไม่ให้มันบาดเจ็บ คุณก็ต้องหาถ้าวิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม
     สำหรับตัวเองให้ได้ก่อน แล้วก็ปรับท่าวิ่งให้มันถูกต้อง

     คือ ถ้าวิ่งน้อยๆ ไม่กี่โลนี่อาจจะยังไม่รู้สึกแต่ถ้าวิ่งเกิน 5 กิโลขึ้นไปแบบต่อเนื่องแล้ว
      ถ้าท่าวิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสมนี่มันต้องบาดเจ็บแน่ๆ แล้วล่ะ ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่ดีแน่ๆ
       พวกข้อต่อ หลัง หัวเข่า บลาๆๆ อาจจะพังได้ (ถ้าจำไม่ผิดนะ 55)

       พออ่านๆ ไปก็จะไปเจออีกว่า เราควรจะวิ่งให้ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์ (แบบดั้งเดิม)
        นั่นก็คือ การวิ่งแบบเท้าเปล่า เหมือนพวกชนเผ่าที่ล่าสัตว์ในแอฟริกาอาไรประมาณนั้น
         คือ พวกนี้จะวิ่งเร็ว จะวิ่งได้วันนึงเป็นร้อยกิโลแบบชิลๆ (ไม่งั้นไม่มีแดร๊ก หรือไม่ก็โดนจับกิน)
       
          ซึ่ง concept ถ้าจำไม่ผิดคือ ถ้าเราวิ่งเท้าเปล่า สมองมันก็จะประมวลผล+สั่งการ Auto แล้วล่ะว่า
           ตีนมรึงไม่มีอะไร support นะ เพราะฉะนั้นท่าวิ่งของมรึง ควรจะต้องลงแบบนิ่มๆ ไม่ให้มันกระแทก
            ถ้ากระแทกแรง มรึงก็จะบาดเจ็บนะ ก็คือ วิ่งไปตามธรรมชาติมนุษย์นั้นแหละไม่ต้องคิดมาก 555

             ซึ่งผมคิดว่าจุดที่สำคัญที่สุดของท่าวิ่งก็คือ การลงน้ำหนัก
              ซึ่งมันก็มีตั้งแต่เอาส้นเท้าลง (ซึ่งน่าจะผิด)
               ที่ถูกต้องส่วนมากจะบอกว่า ต้องเอาปลายเท้าลง หรือเอาปลายเท้า+กลางเท้าลง
                มันก็จะกลายเป็นท่าวิ่งแบบที่เรียกว่า pose running
               
                  ส่วนที่เหลือก็จากนี้ก็จะเป็นการจัดระเบียบท่าวิ่ง การโน้มตัวไปข้างหน้า
                   การยกเท้า แกว่งแขน อะไรก็ว่าไป (แต่คีย์ที่สำคัญจริงๆ คือ ผมคิดว่า
                    ตามสัญชาตญาณแล้ว ท่าไหนที่คุณวิ่งแล้วไม่บาดเจ็บ มันก็น่าจะเป็นท่านั้นแหละนะ)


Monday, 4 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #13



เมื่อดูจากอาการบาดเจ็บแล้ว ไม่น่าจะมีปาฏิหารย์
ที่จะทำให้หายทันไปงานวิ่งแรกที่กำลังจะมาถึงได้แล้วแน่ๆ เลย

ยังไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากไปหาหมอ (โว้ยยย)

ความคิดจรเริ่มเข้าแทรกเป็นระยะๆ ทำลาย Mental ไปบ้าง
ก็เลยตั้งสติใหม่ เริ่มหาข้อมูลใน google ล่ะ ว่าอะไรคือสาเหตุของการบาดเจ็บกันแน่

คือถ้าเราจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง เราก็ต้องแก้ที่สาเหตุที่เป็นรากของมันใช่มั๊ยล่ะ

ก็ตะลุยไล่อ่านในเน็ตไปเรื่อยๆ มากมายก่ายกอง หลายวันเลยล่ะ (ซึ่งก็ยังเดินกระเผกเหมือนเดิม)
ซึ่งสรุปได้ว่าการวิ่งให้ถูกต้องนี่มันมีอาไรมากกว่าที่เราคิดเยอะเหมือนกันนะ (คือที่ผ่านมาทำผิดเกือบหมดเลย 55)

ถ้าเขียนสรุปออกมาตั้งแต่ช่วงที่ตะลุยอ่านตอนนั้นน่าจะได้เยอะเลยทีเดียว
แต่ให้มาเขียนย้อนหลังแบบนี้ก็จำไม่ค่อยได้ล่ะ อย่างว่า พวกความจำสั้นน่ะ 555

แต่ในที่สุดผมก็สรุปจนได้ว่า สาเหตุของการบาดเจ็บครั้งนี้ของผมคงมาจาก 3 อย่างนี้ล่ะ
(#to be continued)





Sunday, 3 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #12



กลับมาต่อจากตอนที่ #10 เมื่อฝันร้ายมาเยือน

หลังจากที่เริ่มวิ่งไปได้ยังไม่ถึง 2 อาทิตย์ดี
สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดสำหรับการวิ่ง นั่นก็คือ อาการบาดเจ็บ
และแล้ว... มันก็เกิดขึ้นจนได้

เมื่อก่อนไม่อยากวิ่งก็เพราะว่ากลัวบาดเจ็บนี่ล่ะ
สุดท้ายแล้วก็เจ็บจริงๆ เจ็บหนักเลยด้วย

ตอนแรกที่เริ่มเจ็บมันก็ยังไม่มาก พอนอนตื่นมาอีกวันเท่านั้นแหละ หนักเลย
ตอนแรกก็ยังเฉยๆ คิดว่าซัก 2-3 วันก็คงหายละมั้ง ปรากฎว่า 4-5 วันก็แล้วก็ไม่หาย

อาทิตย์กว่าๆ ผ่านไปก็ยังไม่หาย แถมเจ็บหนักขึ้นเรื่อยๆ
คือผมนี่เดินไม่ได้เลย ใช้การกระเผลกๆ เอา

ซึ่งอาการแบบนี้ผมเคยเป็นตอนเด็กๆ มาแล้วครั้งนึง
ตอนนั้นต้องผ่าตัดเอาเหล็กไปยึดดามตรงข้อต่อเอาไว้เลย ถึงจะหาย

ตอนแรกใจเสียมาก นึกว่าจะกลับไปเดินไม่ได้อีกแล้ว (ต้องผ่าตัดอีกแล้วหรอวะเนี่ยกรู)
อีกไม่กี่วัน งานวิ่งที่ลงไว้ครั้งแรกก็จะเริ่มแล้วด้วยทำไงดีล่ะฟระเนี่ย

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #11



ช่วง week ที่ผ่านมานี่ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ 555
ตั้งใจว่าจะเขียน Blog ถี่ๆ ขนาดเขียนตุนไว้แล้วแค่มากด post อย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย T T

ช่วง 2 weeks ที่ผ่านมามีบอลยูโรอีก ต้องแหกขี้ตาตื่นมาดูเกือบทุกนัด
นอนหลับๆ ตื่นๆ ทุกวัน เรียกว่านอนไม่เต็มอิ่ม 555

แถมวันไหนมีเวลาก็ต้องไปซ้อมวิ่งด้วย

ที่หนักเลย คือต้องตะลอนขับรถเดินทางไปทั่วอีก
ตั้งแต่ศุกร์ก่อนนู้นต้องขับรถจาก กทม. ไป พังงา ก็ประมาณ 760 โล มางานบวช
อีกวันก็ไปกระบี่ วันถัดมาไปภูเก็ต วันถัดมาก็ขับรถไปนอนที่หัวหิน
อีกวันก็กลับมา กทม. แล้วก็เข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศแป๊บนึง
วันถัดมาก็มาอ่างศิลา-บางเสร่
เมื่อคืนก็ต้องตื่นมาดูคู่เยอรมัน-อิตาลีตั้งแต่ตี 2
บอลยังไม่ทันจบดีเลย ก็ต้องขับรถออกมา สัตหีบ
เพื่อมางานวิ่งของ นาวิกโยธิน ล่ะ (ฝนตกอีกตะหาก (-_-))

วิ่งเสร็จก็มาว่ายน้ำต่อ แล้วก็ออกมากินข้าว แล้วขับรถกลับ กทม.

สรุปช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาขับรถไป 2 พันกว่ากิโลได้ 
ส่วนคืนนี้ก็เตรียมดูบอลต่ออีกตามเคย 555



Sunday, 26 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #10



จากตอนแรกที่วิ่งจ้ำเอา จ้ำเอา แล้วก็เหนื่อยต้องหยุดเดิน
ก็เปลี่ยนมาเป็นวิ่งให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้

คือ มันช้าเหมือนกับเราเดินเลยนั่นล่ะ
คือ วิ่งไป คนอื่นๆ ก็แซงเราไปหมด บางทีผู้หญิงเดินยังแซงเราที่กำลังวิ่งอยู่ไปเลย 555

แต่ไอ้การวิ่งช้าแบบนี้ทำให้เกิดสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับตัวผมเลย 2 อย่าง

อย่างแรก คือ มันทำให้ผมวิ่งได้แบบ 5 กิโลต่อเนื่องโดยไม่หยุดเลย (ครั้งแรกในชีวิต)
ทั้งๆ ที่แต่เดิมวิ่งได้แค่ 1 กิโลก็เหนื่อยแทบตายล่ะ

อีกอย่างก็ คือ ไอ่การวิ่งช้าเหมือนแทบจะเดินแต่ไม่หยุดเนี่ย พอวิ่งจนครบ 5 กิโลแล้วมาดู Stat เวลา
กลับพบว่า มันเร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณ 3 - 4 นาทีเลยทีเดียว (5 กิโล ใช้เวลาประมาณ 37-38 นาที)

คือ ความรู้สึกในวันนั้น มันเหมือนกับการตื่นรู้ในเรื่องการวิ่งของผมเลยทีเดียว
มันทำให้ผมประหลาดใจสุดๆ เพราะไม่เคยคิดว่าการทำอะไรที่ช้าๆ แต่ต่อเนื่อง
มันกลับเร็วกว่า การเร่ง speed มากๆ แล้วหยุดเดินแป็บนึง แล้วก็เร่ง speed ใหม่ (ได้ยังไงฟระ)

มันทำให้ผมคิดเชื่อมโยงไปถึงโลกของการเทรดหรือเรื่องอื่นๆ ว่า จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องรีบก็ได้หนิ
ขอให้ทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วมันก็จะเร็วกว่าการเร่งรีบ ในตอนสุดท้ายจนได้
(เหมือนเรื่องกระต่ายกับเต่าแบบนั้นเลยทีเดียว O_o)



แม้ว่าการวิ่งติดกัน 5 กิโลโดยไม่หยุดเลยแถมยังทำเวลาได้ดีขึ้น จะสร้างความยินดีให้กับผม
ในขณะเดียวกัน ฝันร้ายก็มาเยือนจนได้...


Friday, 24 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #9




ในช่วงระหว่างที่ผมวิ่งนั้น ผมก็ได้ทดลองพยายามวิ่งดูหลายๆ แบบ
ว่าแบบไหนมันถึงจะดีหรือเหมาะสมกับตัวผมที่สุด

ในช่วงแรกๆ นั้นผมเน้นวิ่งเร็วเอาไว้ก่อน เพราะคิดเอาเองว่าวิธีการนี้จะทำเวลาได้ดีที่สุด
ซึ่งการวิ่งเร็วนั้น มันทำให้เหนื่อยง่าย และไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งจะมาเริ่มวิ่งแบบผมซะด้วย

วิ่งเร็ว แล้วก็เหนื่อยหอบ แล้วก็หยุดเดิน พอหายเหนื่อยก็วิ่งเร็วใหม่ วนลูปแบบนี้
Stat มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาวิ่งได้เท่าเดิมทุกวัน แถมโคตรเหนื่อยเลยด้วย

แถมที่แย่กว่านั้นคือการวิ่งเร็วๆ เนี่ย การวิ่งต่อรอบทำระยะได้แค่ 1 กิโลแล้วก็ไม่ไหว ต้องหยุดเดิน

ซึ่งคุณภิริโค้ชของผมของบอกว่า ตามโปรแกรมจริงๆ แล้วเค้าให้ฝึกวิ่งแบบ easy ก่อน
ก็คือ วิ่งให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ โดยที่ห้ามหยุดเดิน

คือคุณจะวิ่งช้ายังไงก็ได้ แต่จุดสำคัญคือห้ามเดิน คือ เน้นวิ่งเอาระยะทางก่อน
ยังไม่เน้นทำเวลา ซึ่งไอ่ผมมันก็ดื้ออ่ะนะ เอาแต่วิ่งแบบที่ตัวเองคิดมาหลายวัน
แต่สุดท้ายมันไม่พัฒนา ก็เลยต้องยอมเปลี่ยนวิธี

ประกอบกับการวิ่งมาแล้วหลายๆ วัน มันทำให้ขาผมเริ่มล้าแล้วล่ะ
แถมรองเท้าก็ไม่ใช่รองเท้าวิ่งซะด้วย เป็นแค่รองเท้า training
ทำให้ผมจำใจต้องเปลี่ยนมาวิ่งช้าแบบ easy...

...ซึ่งและแล้ว ผมก็ได้คนพบความแปลกประหลาดอันน่าทึ่งบางอย่าง...



Thursday, 23 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #8

จริงๆ ฝึกวิ่งพวกนี้ มันต้องมีโปรแกรมการฝึกเลยว่าวันนี้ต้องวิ่งกี่กิโล
ต้องวิ่งแบบไหน วิ่งช้ากี่นาที วิ่งเร็วกี่นาที วิ่งช้าสลับวิ่งเร็วอะไรยังไง
ซึ่งผมก็จะถามคุณภิริเอาว่า วันนี้ต้องวิ่งยังไงบ้างแล้วก็พยายามจะทำตามให้ได้



ช่วงแรกเดินผสมวิ่ง 5 โล ทำยังไงก็วิ่งได้แค่นี้ล่ะคับ ใช้ประมาณ 39-41 นาที
ก็ pace 8 เหมือนเดิม วิ่งยังไงก็เหนื่อยเหมือนเดิม เหนื่อยมากด้วย T T



พอครบ 5 กิโลตามเป้าไปแล้ว ที่เหลือก็จะ cool down เน้นเดินมากกว่า เพื่อจะดูว่า
ครบเวลา 1 ชั่วโมงแล้วจะสามารถเดินวิ่งได้กี่กี่โล วัตถุประสงค์จริงๆ ก็เพื่อเพิ่มความอึดถึก
ซึ่งช่วงแรกที่วิ่งก็จะได้ระยะทางแค่ประมาณ ุ6.5 กม./ชม.
(ส้งเกตสีของ app Nike ช่วงที่วิ่งระยะรวมยังไม่เกิน 50 กิโลเมตรแรก app จะมี background เป็นสีเหลือง)

Wednesday, 22 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #7

อันนี้คือ Stat ของวันที่เดินวิ่งได้ครบ 5 กิโลเป็นครั้งแรก
จะบอกว่ามันเหนื่อยมากแทบขาดใจเลย
เพราะอย่างที่บอก ตอนแรกนี่วิ่งได้แค่ 300 เมตรก็แย่ล่ะ

อันนี้ก็ยังเดินๆ วิ่งๆ เหมือนเดิม แต่กัดฟันวิ่งให้ยาวขึ้น เร็วขึ้น
พอเหนื่อยก็หยุดเดินซักประมาณ 2-3 นาที แล้วก็วิ่งต่อ

คือแต่เดิมมันไม่มี app มาจับเวลาไง
คราวนี้พอมี app แล้วก็อยากให้ stat มันดี ก็จ้ำใหญ่เลย 55

สรุปใช้ app Nike วิ่ง 5 กิโล ใช้เวลา 40 นาที แบบนี้เรียกว่า pace 8
ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามันเร็วหรือช้า มารู้ตอนหลังแล้วว่า
คนทั่วๆ ไป เค้าก็วิ่งอยู่กันประมาณ pace 6-7 นี่แหละ
ถ้านักกีฬาก็วิ่งอยู่ประมาณ pace 3-4 (สำหรับวิ่งระยะไกลนะ)
(คือ ดู stat แล้ว แม่ม! ทำได้ไงฟะ โคตรถึกเบย ทั้งอึดและเร็วอีก)