Tuesday, 12 July 2016

ภาค Reborn - "The Armageddon trader!!!" #1



ลั่นกลองรบ!!!


ปฐมบท: มหากาพย์แห่งการเทรด
_____________________________________________________________________________

ถ้าเราอ่านหนังสือของฝรั่งส่วนมาก เค้าจะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ก็คือ การมีภาพแห่งความสำเร็จในหัวที่ชัดเจนครับ ซึ่งภาพเหล่านี้พื้นฐานมาจากความฝัน หรือสิ่งที่เราต้องการปรารถนา อยากมี อยากเป็น แล้วเราก็ครุ่นคิดถึงมันอยู่อย่างนั้น คล้ายๆ กับเหมือนมีจิตใจฝักใฝ่ เรียกได้ว่าถึงขั้น “หมกมุ่น” หรือ crazy => เมื่อเรามีความต้องการมากๆ สมองเราก็จะเริ่มคิดหาวิธีการที่จะทำให้ได้สิ่งนั้นมา คราวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา จะถูกสมองตีความ แปลผล เชื่อมโยง สิ่งต่างๆ จนกลายเป็นแผนการหรือวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ ถึงแม้ว่าตอนแรกมันอาจจะไม่มีอะไรที่ดูแล้วเป็นไปได้เลย แต่จิตของคนเรามีพลังครับ ถ้าเราฝักใฝ่ หรือ ”หมกมุ่น“ มากพอ จิตของเราจะเริ่มดึงดูดสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้เข้ามา จนเราสามารถที่จะเริ่มปะติดปะต่อสิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง และเริ่มจะมองเห็นความเป็นไปได้ว่า สิ่งต่างๆ ที่เราต้องการเหล่านั้น เราจะได้มันมาอย่างไร ซี่งผมขอเรียกสิ่งนี้ว่า “ภาพแห่งความสำเร็จในหัว” ครับ

เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะเล่นเกมส์ระดับโลกเกมส์นี้... คุณมีภาพแห่งความสำเร็จในหัวแล้วหรือยัง ว่าคุณจะเล่นเกมส์ๆ นี้ให้ชนะได้อย่างไร คุณรู้วิธีการเล่นเพื่อชนะแล้วจริงๆ หรือไม่ ถ้ายัง... ก็ได้โปรดฟังทางนี้ก่อน...

ถ้าคุณกำลังอยู่ในโลกแห่งการเทรด หรือกำลังจะเข้าสู่โลกแห่งการเทรด ผมอยากจะให้คุณจินตนาการว่าตอนนี้คุณกำลังเข้าสู่อภิมหาสงครามขนาดมหึมา ซึ่งเป็นสถานที่ๆ ทุกคนขนสรรพาอาวุธ ความรู้ เทคโนโลยี กำลังเงิน กำลังพล ทุกอย่างที่มีเข้ามาห่ำหันกัน การที่เรายังไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมขุมกำลัง วางแผนการรบให้พร้อม แล้วอยู่ดีๆ ก็เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในสนามรบแห่งนั้นแล้วล่ะก็... หึหึหึ

คุณอาจจะฝึกใช้ดาบคู่จนคล่องแต่พอวิ่งเข้าไปในสนามรบ ก็อาจจะโดนปืนใหญ่พร้อมจรวดมิสไซล์ยิงสวนออกมาก็ได้นะครับ

ที่ผมพูดแบบนี้เนี่ย ไม่ได้พูดเล่นนะคับ โดนเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาสู่ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market) อยากที่จะมาเทรดสัญญา Future ด้วยเหตุผลที่ว่า “ทำเงินได้ง่ายๆ” นั้น เป็นสิ่งที่อันตรายและน่าสะพรึงกลัวมากๆ ขนาดท่านปู่เทพ Warren Buffet ยังต้องออกมาเตือนว่า derivatives are “financial weapons of mass destruction” เพราะว่ามันมีกำลังแรงมากๆ พอที่จะถล่มประเทศๆ นึงให้เสียหายยับเยินได้เลยนะครับ

เกมส์การเงินส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะเป็น zero-sum game ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะกินเงินคนอื่น เอาแค่กำไรพอเพียง หรือขอแค่ค่ากับข้าวหรือรายได้เสริมจากเงินเดือน แต่เจ้ากะขาใหญ่เค้าไม่ได้คิดแบบเรานะคับ เค้าก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะเขมือบเราซะทีเดียว แต่ด้วยกำลังของเงินทุนและเครื่องไม้เครื่องมือ ความรู้ กลยุทธ์ต่างๆ แค่เค้าขยับตัวหรือฟาดฟันอะไรมาแต่ละที เราก็อาจจะเป็นแผลเหวอะหวะแล้วนะคับ เพราะฉะนั้น Mind-set ของเราก่อนที่จะเข้าสู่สนามรบนั้นก็คือ เราจะต้องมีความระมัดระวัง อยู่ในความไม่ประมาทเสมอครับ


https://www.facebook.com/PleaseMindYourTFEX/photos/a.341305102579369.81511.221405844569296/562705190439358/?type=3&theater

#บทความด้านบนนี้บางท่านอาจะเคยผ่านหูผ่านตามาแล้วบ้าง มันเป็นบทความเก่าที่ผมเขียนร่วมกับน้องชายอีกท่านนึงที่เป็น trader ด้วยเช่นกันใน page ที่ชื่อ https://www.facebook.com/PleaseMindYourTFEX/
เมื่อหลายปีมาแล้วนะครับ แต่ผมกับน้องชายก็ไม่ได้ทำมันต่อเนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา และจริงๆ มันก็บรรลุวัตถุประสงค์ในตัวของมันเองแล้ว ณ เวลาในตอนนั้น ก็เลยหยุดมันเอาไว้ที่ตรงนั้น (จริงๆ ไม่ค่อยบอกใครนะว่าเป็น page ของผม แต่ขี้เกียจเขียนใหม่ล่ะ เอามาแปะเลยล่ะกัน กลัวคนจะหาว่าลอก page คนอื่นมาแปะ แล้วไม่ให้ credit 555)


#ซึ่งโดยส่วนมากแล้วผมมักจะให้เพื่อนพี่น้องที่ต้องการจะเริ่มต้นการเทรด หรือ การลงทุน ก็ดี ได้อ่านบทความเหล่านี้ก่อน เพื่อเป็นการปรับ Mind set ก่อนเริ่มต้นที่จะฝึกฝนและลงสนามจริง เพื่อความไม่ประมาทครับ



https://www.facebook.com/crazygoatbuster/





Sunday, 10 July 2016

ภาค Reborn - "The Armageddon trader!!!" #0



...ขอเกริ่นก่อนนิ๊ด...

ว่าจะเขียน series เรื่องวิ่งให้จบก่อน แล้วค่อยวนกลับมาเขียนเรื่องการเทรดบ้าง
แต่ดูแล้ว เรื่องวิ่งนี่คงเขียนไปได้เรื่อยๆ ไม่จบง่ายๆ แแน่เลย เพราะมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา

ประกอบกับเมื่อวันก่อนได้คุยกับเพื่อนสมัยเรียนด้วยกันตอน ป.ตรี ในกลุ่ม Line
ก็คือมีเพื่อนที่สนใจเรื่องการลงทุนหรือการเทรดก็ดี แต่ยังไม่เคยลงสนามจริง อยากให้แชร์ความรู้กัน

ก็พอดีว่า ผมเคยแชร์เรื่องเหล่านี้มาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะคุยกันตัวต่อตัวซะมากกว่า
เป็น case by case  เพราะคิดว่าสื่อสารเข้าถึงใจกันได้ดีที่สุดแล้ว

แต่ยังไงก็ดี มันก็มีความรู้พื้นฐานหลายๆ อย่างที่เราได้เรียนรู้มานั้นสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือเก็บไว้ได้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจท่านอื่นๆ สามารถที่จะเรียนรู้ไปได้ร่วมกัน
โดยที่ผมคงไม่ต้องกลับมาพิมพ์ใหม่อีกหลายๆ รอบ (แล้ว 555)

ก็เลยถือเอาโอกาสนี้ รวบรวมสิ่งที่เคยได้เรียนรู้มา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นบทความง่ายๆ
สำหรับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือผู้ที่ต้องการเริ่มต้นในการลงทุนหรือการเทรดครับ

ซึ่งผมก็คิดว่ามันก็คงจะไม่เหมาะกับใครคนใดคนหนึ่ง เพราะแต่ละคนก็มีจริตที่แตกต่างกันไป
มีต้นทุนชีวิต และ ประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมาไม่เหมือนกัน
และบทความนี้ก็คงจะเป็นอีกทางเลือกนึงเท่านั้น ที่อาจจะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวท่านเอง

ซึ่งถ้ามันจะสามารถเป็น shortcut ร่นระยะเวลาในการลองผิดลองถูก และ ลดการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองในระหว่างการเริ่มต้นเรียนรู้ของท่านได้ ...กระผมก็คงจะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งคนับ...

.
.
.

ปล.
1)  เนื่องจากกลุ่มของเราในสมัยนั้นมีชื่อว่า Armageddon ครัชช เห่อตั้งตามหนังที่ออกฉายในสมัยนั้น
ก็เลยขอเริ่มต้น series เกี่ยวกับการเทรดใหม่ครั้งนี้ ด้วยชื่อนี้เลยล่ะกัน อาจจะเชยไปบ้าง หึหึหึ

2)  อย่าคาดหวังว่ามันจะดีงาม เพราะผมแค่โหนตาม Zeigarnik Effect ไป ก็แค่นั้นเอง Just do it!!!


https://www.facebook.com/crazygoatbuster/



Saturday, 9 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #18



ซึ่งจากการค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของอาการบาดเจ็บ 3 ประการดังกล่าว
ทำให้ผมเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ผมก็เริ่มทำการแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กัน โดยไม่รอช้า (เนื่องจากเดินกระเผกๆ มานานล่ะ)
เริ่มตั้งแต่การบริหารร่างกายสร้างกล้ามเนื้อต้นขาก่อนเลย (เพราะผมเจ็บอยู่ คงปรับท่าวิ่งไม่ได้แน่)

ซึ่งมันก็ได้ผลในทันที!!
พอผมเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาในท่าต่างๆ เท่านั้นแหละ อาการบาดเจ็บก็ดีขึ้นเลย

ผมพอจะจับจุดได้ว่า การบาดเจ็บครั้งนี้ มันเหมือนกับเส้นเอ็นอาไรบางอย่างมันเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม
พอเริ่มบริหารต้นขาท่าต่างๆ แล้ว มันก็ช่วยทำให้เส้นเอ็นมันเคลื่อนกลับมาเข้าที่เหมือนเดิมจนได้

อาการเจ็บระบมต่างๆ ก็เริ่มดีวันดีคืน จนเวลาผ่านไปน่าจะซักอาทิตย์นึงได้
ผมก็หายจากอาการบาดเจ็บทั้งหมด จนเริ่มกลับมาเดิน และซ้อมวิ่งได้ตามปกติ
(น้ำตาจิไหล T T ไม่ต้องไปหาหมอ)

หลังจากนั้นผมก็เริ่มการปรับท่าวิ่ง และเปลี่ยนรองเท้าวิ่ง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

อาจดูเหมือนว่า การค้นหาสาเหตุกับการแก้ปัญหาการบาดเจ็บของผมครั้งนี้ มันไม่ตรงกันซะทีเดียวเป๊ะๆ
แต่ผลลัพธ์ในที่สุดผมก็หายจากอาการบาดเจ็บซึ่งเป็นเหตุการณ์เร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ผมต้องการแก้ไขในทันที
และหลังจากนั้นผมก็กลับไปไล่แก้ปัญหาในเรื่องพื้นฐานทั้งหมดที่เราทำผิดไป ตั้งแต่เรื่องท่าวิ่ง รองเท้า และกล้ามเนื้อต้นขา ทำให้สุดท้ายแล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (สิ้นเดือน ม.ค. 59) จนถึงวันนี้ ผมก็ไม่เคยมีอาการบาดเจ็บจากการวิ่งอีกเลย

.
.
.

ซึ่งช่วงระหว่างที่ผมบาดเจ็บอยู่นั้น มันก็ถึงวันที่จะต้องไปวิ่งงานแรกที่ลงทะเบียนไว้ซะแล้ว
แต่ผมก็ไม่ได้ไปเข้าร่วมงานนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่า ผมบาดเจ็บหรอกนะ

แต่เป็นเพราะว่างานวิ่งนั้นมันล่ม เพราะโดน organizer โกงงงงงงงงงง!!!



ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #17



ลำดับสุดท้ายของสาเหตุการบาดเจ็บผมที่ค้นพบ นั่นก็คือ การมีกล้ามเนื้อต้นขาที่ยังไม่แข็งแรงพอ!!!

จากการงมอ่านไปเรื่อยๆ ก็พบว่า การที่คุณจะวิ่งระยะไกลได้
ไม่ใช่มาถึงคุณจะวิ่งได้เลยนะ คือ คุณก็วิ่งได้เลยนะแหละ แต่มันจะบาดเจ็บแน่ๆ

เหมือน capacity เครื่องยนต์มันไม่ได้ แต่มาถึงก็ไปตะบี้ตะบันใช้มัน ก็ย่อมต้องพังเป็นธรรมดา

การที่คุณจะวิ่งระยะไกลได้ แล้วค่อยๆ ทำการเพิ่มระยะขึ้นไปให้ไกลกว่าเดิมและทำเวลาได้ดีขึ้น
จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อคุณต้องมีกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรงก่อน

โดยสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนท่าวิ่ง จุดที่เท้าลงน้ำหนักที่ไม่เหมือนกัน
ทำให้คุณต้องเริ่มฝึกกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแกร่งเพียงพอ เพื่อที่จะให้มันมาช่วยรับแรงกระแทกจากท่าวิ่งที่เปลี่ยนไป แทนที่จะไปใช้พวกข้อต่อหรือหัวเข่าเป็นตัวรับแรงแทนเหมือนเดิม

ซึ่งก็จะมีท่าออกกำลังเพื่อเสริมกล้ามเนื้อต้นขามากมาย (google เบยย)
และระยะเวลาที่คุณจะใช้ build กล้ามเนื้อขึ้นมาได้ ก็ไม่ใช่ 2-3 วันนะครับ แต่เป็น 2-3 เดือน!!!


เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนวิ่งก็ต้องมีการ Warm up ยืดเส้น หลังวิ่งก็ต้องมีการ Cool down

โดยตัวอย่างท่า Warn up + ฝึกกล้ามเนื้อ ที่ match กับ style การวิ่งแบบนี้ที่ผมชอบก็ตาม link ด้านล่างครับ

คลิปการฝึก Drill and Stride ของครูดิน (Sathavorn Running Club)
https://www.youtube.com/watch?v=JNb65A4boZA

ส่วนอันนี้ผมก็ชอบเพราะว่าง่ายดี เลยให้คุณพ่อทำทุกวันด้วย ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม
https://www.youtube.com/watch?v=NUM6MmPRaZ4&index=2&list=FLVbWsUBzidJM0RNkBaE8jMg


Thursday, 7 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #16




แต่ว่าแค่รู้ว่ารูปตีนคุณเป็นแบบไหนก็ยังไม่พอนะครับ
คุณต้องเลือกท่าวิ่งก่อนอีกว่า เวลาวิ่งจะเอาส่วนไหนของตีนลงพื้นก่อนในการรับน้ำหนัก

http://runners.onnut.net/2013/07/17/036-heel-to-forefoot-midfoot-strike/

ซึ่งจากที่อ่านๆ มาแล้วฟังดูดีมีเหตุ ก็เลยเลือกท่าวิ่งแบบ pose running นี่ล่ะ
ซึ่งการวิ่งแบบนี้จะเน้นการเอาปลายเท้ากับกลางเท้า (forefoot/midfoot strike) ลงเป็นหลัก

สรุปแล้วนอกจากปรับท่าวิ่ง รู้รูปร่างสรีระตีนตัวเอง รู้วิธีการเอาเท้าลงน้ำหนัก
แล้วถึงจะไปเลือกยี่ห้อ สี ลายรองเท้าที่ถูกใจเราได้ครับ 555

พอได้ข้อมูลครบถ้วนก็ตระเวนตาม shop นู้นนี่นั่นเลย
ลองไปเยอะพอสมควร สรุปสุดท้ายแล้วก็เลือกคู่ที่มันลดราคาครับ (ไม่ช่ายยยสิ)

เราต้องเลือกคู่ที่ใส่แล้วมันรู้สึกโดนกับตีนเราด้วย
ลองไปลองมา สุดท้ายก็มาตกลงปลงใจกับ SKECHERS - Go Run Ride4

คือ ใส่แล้วรู้สึกมันนุ่มดีจริงๆ คือ ไม่ชอบแบบที่ใส่แล้วรู้สึกแน่นๆ แข็งๆ เป็นทรง
และคู่นี้เค้าบอกว่าใส่ไป Half marathon ได้สบายๆ ตอนซื้อก็ได้ลด 20% ด้วย ก็เลยเอาคู่นี้แหละวะ




แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ พอซื้อไปได้ซักเดือนนึง ก็ไปเจอเค้าประกาศลด 50% นี่ล่ะ (ปวดตับเบยย 55)



ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #15




สำหรับสาเหตุของการบาดเจ็บของผม ในลำดับที่สอง นั่นก็คือ รองเท้าวิ่ง นั่นเอง

ในประเด็นนี้ก็มีการถกเถียงกันพอสมควร บางสำนักก็บอกให้วิ่งเท้าเปล่าไปเลย
บางคนก็อาจจะว่ารองเท้ามันไม่เกี่ยว ถ้าท่าวิ่งคุณถูก หรือ
คุณวิ่งแล้วไม่บาดเจ็บก็้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าวิ่งหรอก

สำหรับตัวผมเอง เนื่องจากอาการบาดเจ็บหนักมันมาแล้ว
ไอ้รองเท้าที่ใส่วิ่งก็ดันเป็นแค่รองเท้า training ซะด้วย

ประกอบกับมีรองเท้าวิ่งที่ขายกันตามห้างร้านหรือในเน็ตก็เต็มไปหมด
ก็เลยฟันธงว่า รองเท้านี่ล่ะ มันต้องเกี่ยวกับการบาดเจ็บแล้วแน่ๆ
ถ้าไม่เกี่ยวเค้าจะทำรองเท้าเฉพาะวิ่งออกมาขายกันได้เยอะแยะยาวนานขนาดนี้เลยหรอ (ไม่นับแฟชั่น)

และจากที่ผมสังเกตตัวเองถ้าเราวิ่งไม่กี่กิโล หรือวิ่งน้อยๆ เราจะใส่รองเท้าอาไรก็ได้ครับ
แต่ถ้าเริ่มวิ่งระยะไกลแล้ว (5 กิโลขึ้นไป) รองเท้านี่มันก็มีผลกระทบ (แบบสะสม) มากเช่นกัน

ซึ่งพอเจาะรายละเอียดลงไปอีก ก็พบว่า แม้ว่าลักษณะของคนเรามันดูจะเหมือนๆ กัน
แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รูปร่างลักษณะตีนของแต่ละคน
มันก็ยังดันมีหลายแบบอีกนะ Flatfoot, High arch, Normal arch (อันนี้ก็ความรู้ใหม่) เรียกได้ว่าเยอะ 555

วิธีการดูง่ายๆ ถ้ารูปตีนคุณเป็นแบบไหน ก็คือ เอาตีนไปจุ่มน้ำ (หรือโคลนก็ได้นะ 55)
แล้วก็ลองมาเหยียบบนกระดาษเปล่า แล้วก็ไปเทียบดูกับรูปข้างบนหรือในเน็ตเอา
ว่าเป็นแบบไหน แล้วก็ค่อยไปหารองเท้าที่ match กะรูปตีนของคุณครับ




Tuesday, 5 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #14



การบาดเจ็บจากการวิ่งของผมในครั้งนี้ เกิดจากอะไรนะหรอ

อันดับแรกเลย คือ ท่าวิ่ง นั่นเอง
    อันนี้แหละสำคัญที่สุดเลยนะผมว่า ตอนที่ไปตะลุยอ่านในเน็ตนี้ก็พบข้อมูลมากมาย

    แต่สรุปได้ว่าขั้นแรก คือ ถ้าคุณจะวิ่งไม่ให้มันบาดเจ็บ คุณก็ต้องหาถ้าวิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม
     สำหรับตัวเองให้ได้ก่อน แล้วก็ปรับท่าวิ่งให้มันถูกต้อง

     คือ ถ้าวิ่งน้อยๆ ไม่กี่โลนี่อาจจะยังไม่รู้สึกแต่ถ้าวิ่งเกิน 5 กิโลขึ้นไปแบบต่อเนื่องแล้ว
      ถ้าท่าวิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสมนี่มันต้องบาดเจ็บแน่ๆ แล้วล่ะ ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่ดีแน่ๆ
       พวกข้อต่อ หลัง หัวเข่า บลาๆๆ อาจจะพังได้ (ถ้าจำไม่ผิดนะ 55)

       พออ่านๆ ไปก็จะไปเจออีกว่า เราควรจะวิ่งให้ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์ (แบบดั้งเดิม)
        นั่นก็คือ การวิ่งแบบเท้าเปล่า เหมือนพวกชนเผ่าที่ล่าสัตว์ในแอฟริกาอาไรประมาณนั้น
         คือ พวกนี้จะวิ่งเร็ว จะวิ่งได้วันนึงเป็นร้อยกิโลแบบชิลๆ (ไม่งั้นไม่มีแดร๊ก หรือไม่ก็โดนจับกิน)
       
          ซึ่ง concept ถ้าจำไม่ผิดคือ ถ้าเราวิ่งเท้าเปล่า สมองมันก็จะประมวลผล+สั่งการ Auto แล้วล่ะว่า
           ตีนมรึงไม่มีอะไร support นะ เพราะฉะนั้นท่าวิ่งของมรึง ควรจะต้องลงแบบนิ่มๆ ไม่ให้มันกระแทก
            ถ้ากระแทกแรง มรึงก็จะบาดเจ็บนะ ก็คือ วิ่งไปตามธรรมชาติมนุษย์นั้นแหละไม่ต้องคิดมาก 555

             ซึ่งผมคิดว่าจุดที่สำคัญที่สุดของท่าวิ่งก็คือ การลงน้ำหนัก
              ซึ่งมันก็มีตั้งแต่เอาส้นเท้าลง (ซึ่งน่าจะผิด)
               ที่ถูกต้องส่วนมากจะบอกว่า ต้องเอาปลายเท้าลง หรือเอาปลายเท้า+กลางเท้าลง
                มันก็จะกลายเป็นท่าวิ่งแบบที่เรียกว่า pose running
               
                  ส่วนที่เหลือก็จากนี้ก็จะเป็นการจัดระเบียบท่าวิ่ง การโน้มตัวไปข้างหน้า
                   การยกเท้า แกว่งแขน อะไรก็ว่าไป (แต่คีย์ที่สำคัญจริงๆ คือ ผมคิดว่า
                    ตามสัญชาตญาณแล้ว ท่าไหนที่คุณวิ่งแล้วไม่บาดเจ็บ มันก็น่าจะเป็นท่านั้นแหละนะ)


Monday, 4 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #13



เมื่อดูจากอาการบาดเจ็บแล้ว ไม่น่าจะมีปาฏิหารย์
ที่จะทำให้หายทันไปงานวิ่งแรกที่กำลังจะมาถึงได้แล้วแน่ๆ เลย

ยังไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากไปหาหมอ (โว้ยยย)

ความคิดจรเริ่มเข้าแทรกเป็นระยะๆ ทำลาย Mental ไปบ้าง
ก็เลยตั้งสติใหม่ เริ่มหาข้อมูลใน google ล่ะ ว่าอะไรคือสาเหตุของการบาดเจ็บกันแน่

คือถ้าเราจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง เราก็ต้องแก้ที่สาเหตุที่เป็นรากของมันใช่มั๊ยล่ะ

ก็ตะลุยไล่อ่านในเน็ตไปเรื่อยๆ มากมายก่ายกอง หลายวันเลยล่ะ (ซึ่งก็ยังเดินกระเผกเหมือนเดิม)
ซึ่งสรุปได้ว่าการวิ่งให้ถูกต้องนี่มันมีอาไรมากกว่าที่เราคิดเยอะเหมือนกันนะ (คือที่ผ่านมาทำผิดเกือบหมดเลย 55)

ถ้าเขียนสรุปออกมาตั้งแต่ช่วงที่ตะลุยอ่านตอนนั้นน่าจะได้เยอะเลยทีเดียว
แต่ให้มาเขียนย้อนหลังแบบนี้ก็จำไม่ค่อยได้ล่ะ อย่างว่า พวกความจำสั้นน่ะ 555

แต่ในที่สุดผมก็สรุปจนได้ว่า สาเหตุของการบาดเจ็บครั้งนี้ของผมคงมาจาก 3 อย่างนี้ล่ะ
(#to be continued)





Sunday, 3 July 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #12



กลับมาต่อจากตอนที่ #10 เมื่อฝันร้ายมาเยือน

หลังจากที่เริ่มวิ่งไปได้ยังไม่ถึง 2 อาทิตย์ดี
สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดสำหรับการวิ่ง นั่นก็คือ อาการบาดเจ็บ
และแล้ว... มันก็เกิดขึ้นจนได้

เมื่อก่อนไม่อยากวิ่งก็เพราะว่ากลัวบาดเจ็บนี่ล่ะ
สุดท้ายแล้วก็เจ็บจริงๆ เจ็บหนักเลยด้วย

ตอนแรกที่เริ่มเจ็บมันก็ยังไม่มาก พอนอนตื่นมาอีกวันเท่านั้นแหละ หนักเลย
ตอนแรกก็ยังเฉยๆ คิดว่าซัก 2-3 วันก็คงหายละมั้ง ปรากฎว่า 4-5 วันก็แล้วก็ไม่หาย

อาทิตย์กว่าๆ ผ่านไปก็ยังไม่หาย แถมเจ็บหนักขึ้นเรื่อยๆ
คือผมนี่เดินไม่ได้เลย ใช้การกระเผลกๆ เอา

ซึ่งอาการแบบนี้ผมเคยเป็นตอนเด็กๆ มาแล้วครั้งนึง
ตอนนั้นต้องผ่าตัดเอาเหล็กไปยึดดามตรงข้อต่อเอาไว้เลย ถึงจะหาย

ตอนแรกใจเสียมาก นึกว่าจะกลับไปเดินไม่ได้อีกแล้ว (ต้องผ่าตัดอีกแล้วหรอวะเนี่ยกรู)
อีกไม่กี่วัน งานวิ่งที่ลงไว้ครั้งแรกก็จะเริ่มแล้วด้วยทำไงดีล่ะฟระเนี่ย

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #11



ช่วง week ที่ผ่านมานี่ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ 555
ตั้งใจว่าจะเขียน Blog ถี่ๆ ขนาดเขียนตุนไว้แล้วแค่มากด post อย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย T T

ช่วง 2 weeks ที่ผ่านมามีบอลยูโรอีก ต้องแหกขี้ตาตื่นมาดูเกือบทุกนัด
นอนหลับๆ ตื่นๆ ทุกวัน เรียกว่านอนไม่เต็มอิ่ม 555

แถมวันไหนมีเวลาก็ต้องไปซ้อมวิ่งด้วย

ที่หนักเลย คือต้องตะลอนขับรถเดินทางไปทั่วอีก
ตั้งแต่ศุกร์ก่อนนู้นต้องขับรถจาก กทม. ไป พังงา ก็ประมาณ 760 โล มางานบวช
อีกวันก็ไปกระบี่ วันถัดมาไปภูเก็ต วันถัดมาก็ขับรถไปนอนที่หัวหิน
อีกวันก็กลับมา กทม. แล้วก็เข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศแป๊บนึง
วันถัดมาก็มาอ่างศิลา-บางเสร่
เมื่อคืนก็ต้องตื่นมาดูคู่เยอรมัน-อิตาลีตั้งแต่ตี 2
บอลยังไม่ทันจบดีเลย ก็ต้องขับรถออกมา สัตหีบ
เพื่อมางานวิ่งของ นาวิกโยธิน ล่ะ (ฝนตกอีกตะหาก (-_-))

วิ่งเสร็จก็มาว่ายน้ำต่อ แล้วก็ออกมากินข้าว แล้วขับรถกลับ กทม.

สรุปช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาขับรถไป 2 พันกว่ากิโลได้ 
ส่วนคืนนี้ก็เตรียมดูบอลต่ออีกตามเคย 555