Monday, 20 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #6


วิ่งวันแรกจบไป ด้วยการวิ่งๆ เดินๆ เหนื่อยแทบขาดใจ
วิ่งยาวได้แค่ครั้งละ 300-400 เมตรเอง อนาถมาก 555
พอวิ่งเหนื่อยก็ต้องสลับมาเดินอีก 300-400 เมตร
วันแรกเดินวิ่ง ก็รวมๆ น่าจะประมาณ 2 โลกว่าๆ ได้แค่นั้น

พอวันต่อมาก็เริ่มเพิ่มระยะมาเป็น 3 กิโล
โดยพยายามจะวิ่งยาวรอบนึงให้ได้ 1 รอบสนาม
หรือ 800 เมตรให้ได้โดยไม่หยุดพักเดิน
พอวิ่งรอบแรกได้ก็ดีใจมาก ทำได้แล้ววุ้ย 555

ตอนนั้นจำได้ว่าโคตรเหนื่อยทุกวันเลย วิ่งยังไงก็เหนื่อย
คือแบบว่าเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับการวิ่ง
เพราะไม่เคยคิดจะวิ่งแบบจริงจังมาก่อนเลยในชีวิต
ทุกอย่างก็เลยต้องมาเริ่มเรียนรู้ใหม่หมด

พอวิ่งไปได้ซัก 3-4 วัน เห็นแฟนใช้ app วิ่งวุ้ย
ต้องไปโหลดมาใช้บ้างล่ะ เอาของ Nike กะ Endomondo
ชักเริ่มจะสนุกขึ้นมาล่ะ 555


ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #5




เอาล่ะ! เริ่มเป็นเรื่องล่ะไง
อยู่ดีๆ ทะลึ่งไปลงงานวิ่ง

เริ่มมางานแรกก็พยายามหางานวิ่งที่คิดว่า ok ง่ายที่สุดสำหรับเราก่อนในตอนนั้น
ก็เลยเลือกงานนี้เลยล่ะกัน ดูดีสุดล่ะ "Let's Rock Run" งานวิ่งในสวนหลวง ร.9
วิ่งจบมีคอนเสริ์ต 25 Hours กับ ดา เอ็นโดรฟิน ให้ดูอีกด้วย
งานแรกก็ไปลงแบบเบาสุด 5 กิโลก่อน (Fun run)

พอไปลงงานวิ่งแล้วเป็นไงล่ะ  ก็ต้องซ้อมสิครัช
เด่วเกิดไปเป็นลมตายในงานขึ้นมา จะเป็นที่โจษจันได้ หึหึหึ

มีเวลาซ้อมแค่เดือนเดียว ก็นับถอยหลังได้เลย
คุณภิริก็จัดหาโปรแกรมซ้อมมาให้พร้อมเบย

ปกติอยู่แถวบ้านนี่ เมื่อก่อนจะเดินเอารอบสนามรัชมังฯ (รอบนอก)
เพราะวิ่งไม่ไหว เดินเอาอย่างมากก็ได้แค่ 2-3 รอบ (รอบละ 800 เมตร)

คราวนี้ต้องเริ่มวิ่งแล้วไง ต้องเท้าวิ่ง (running) ก็ไม่มี
ก็ต้องใส่รองเท้า training ไปก่อนถูไถ

พอเริ่มวิ่งเท่านั้นแหละ
แม่ม! วิ่งได้แค่ 300 เมตรก็แทบขาดใจล่ะ 555


Sunday, 19 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone - Go Run!!!" #4




จริงๆ เรื่องที่ผมตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับการออกนอก Comfort Zone ของผมในปีนี้
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิ่งครับ
ใช่แล้วครับ "การวิ่ง"
(3 ตอนที่ผ่านมา แค่เกริ่นเท่านั้นเอง 555)

เนื่องจากปีที่แล้วผมเฝ้าไข้คุณพ่อเกือบทั้งปีเลยไม่มีเวลาออกกำลัง
ก็ได้แต่อาศัยการเดินวันละหมื่นก้าวนั่นแหละ พอประทังสุขภาพไปได้

จริงๆ ก็เดินจริงจังเลยแหละ (เดินจนติด top 10 ของ campaign นั้น
จนเค้าเชิญไปร่วมออกงานตอนปิด campaign เลย แต่สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะติดงานอื่น)

ช่วงที่ผมเดินนั้น แฟนผม (หรือ "คุณภิริ") ก็เดินด้วย หลังๆ เธอก็เริ่มวิ่งครับ
แต่ตัวผมนั้นไม่ยอมวิ่ง เพราะผมมีความเชื่อฝังหัวอยู่ว่าผมวิ่งไม่ไหว!!

ที่ผมคิดแบบนั้นเพราะว่า ผมคิดว่าน้ำหนักตัวเองมากวิ่งแล้วขาต้องพัง เข่าต้องพังแน่ๆ
แล้วผมก็เจ็บหัวเข่าอยู่แล้ว (หมอเคยบอกว่าเยื่อหุ้มหัวเข่าคุณอักเสบถาวรตลอดชีวิต)
แล้วผมก็เคยผ่าตัดเอาเหล็กดามระหว่างกระดูกต้นขากับสะโพกด้วย

คือ โรคเกี่ยวกับขา กับเข่า มันเยอะนั่นแหละ

ตัดกลับมาช่วงต้นปี เดือนมกรา ที่ผ่านมา
สุดท้าย คุณภิริก็ทนไม่ไหว อยากไปงานวิ่งจัด (เห็นคนอื่นไปวิ่งกันเยอะ)
ผมก็เอาว่ะ ไปก็ไป 555



Saturday, 18 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone!!!" #3





จริงๆ ช่วงนั้นผมรู้สึกดีมากเลยนะ (แม้ว่ามันจะเหนื่อยก็ตาม ช่วงนั้นทำงานอื่นอีก 3 อย่าง 7 วันรวด)
คือ มันเหมือนกับหัวสมองมันแล่นอยู่ตลอลเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คล้ายๆ มันเหมือนกับเวลาคุณเปิด
ช่องรับคลื่นพลังความเป็นไปได้ให้มันกว้างแล้ว เดี๋ยวมันก็มีพลัง มีความคิดดีๆ ไหลเข้ามาในหัวได้เองเรื่อยๆ

ซึ่งพอเราเขียนออกมาได้ทุกวันทุกวัน มันก็เหมือนกับเราได้สร้าง productivity หรือ
สิ่งที่ (มโนฯ เอาเองว่า) มีประโยชน์ออกได้เรื่อยๆ มันก็เลยรู้สึกดีอ่ะนะ

จาก Blog กากๆ ที่เขียนไว้อ่านเองคนเดียว ก็เริ่มมีคนเข้ามาอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ
มีคนเข้ามาทักมาคุย add friend ด้วยเรื่อยๆ
ยิ่งกว่านั้นมีคนเอาไปรวมเล่มใน blog เค้าด้วยด้วย surprise สุดๆ

http://group.wunjun.com/jomjonejadet/topic/568422-14693/

ถ้าใครเคยอ่าน Series นั้นก็จะรู้ว่ามันมีแต่เครื่องหมายคำพูดและไม่ได้เรียบลำดับใดๆ เลย 555
เหมือนผมหลุดจากกรอบที่ต้องเขียนเรียบเรียงให้มันดี กลายเป็นไร้กรอบไร้แบบแผนไปเลย

ซึ่งไอ้การไร้กรอบก็ดี หรือ การออกนอก Comfort Zone เองก็ดี
กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ

ซึ่งสรุปแล้วผมก็ปิ๊งขึ้นมาได้วว่า ถ้าอยากจะออกนอก Comfort Zone
เจ้าเซกานิก เอฟเฟค นี่แหละคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ
และผมกำลังใช้มันอยู่อีกครั้ง!!!

(เขียนโคตรบิ้วตัวเองเลย กลัวไฟมอด 555)



Friday, 17 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone!!!" #2



จริงๆ ผมมีความคิดมานานแล้วว่า อยากจะเขียนสรุปเรื่องเกี่ยวกับการเทรด
ที่ตัวเองได้เรียนรู้ไม่ว่าจะมาจากการอ่านหรือการเรียนก็ดี การสอนเองก็ดี
หรือ ประสบการณ์ตรงที่เลือดตกยางออกมามากมายก็ดี

เพื่อให้สิ่งที่ได้เรียนรู้และบาดเจ็บมา สามารถร่นระยะเวลาและอาการบาดเจ็บ
ให้กับเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง หรือใครก็ได้ที่กำลังจะเริ่มต้นการเทรด

แต่ผมก็พบว่า เรื่องเทรดนี่มันยังไงก็เขียนสรุปออกมาได้ยากจริงๆ
จนเมื่อซักประมาณ 2 ปี ผมเลยตั้งใจกัดฟันแบบว่านึกอาไรออกก็เขียนๆ มันเข้าไป
หรือไปอ่านอาไรมาแล้วชอบใจก็เขียนๆ มันลงไปเลย

ไม่ต้องเรียบเรียงคำพูด ไม่ต้องเรียงลำดับเนื้อเรื่องอะไรทั้งสิ้น
ใส่ใส่ใส่ มันเข้าไป เอาแต่เนื้อๆ นั่นแหละ
พอเริ่มต้นตอนที่ 1 ไปได้แล้ว เดี๋ยวตอนที่เหลือมันก็จะไหลออกมาได้เรื่อยๆ เองแหละ

จริงๆ แล้วผมก็ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือจะเขียนยังไงหรอก
แต่ช่วงนั้นผมแค่ตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้วันละตอนเรื่อยๆ ทุกวัน
ซึ่งก็ปรากฎว่า ผมสามารถเขียนออกมาได้เกิน 30 วันติดๆ กัน (แบบไม่น่าเชื่อตัวเอง)
จนกลายมาเป็น Series คุณรู้อาไรเกี่ยวกับการเทรดบ้าง นั่นแหละ

แล้วผมก็มาทราบในภายหลังว่ามันเป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า "The zeigarnik effect" นั่นเอง
(ชักเริ่มยาว ตัดไปขึ้นตอนใหม่วันพรุ่งนี้ล่ะกัน)



Thursday, 16 June 2016

ภาค Reborn - "จงออกนอกนอก Comfort Zone!!!" #1



ตั้งไว้ว่าจะกลับมาเขียน Blog อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงต้นปี
แต่ก็ดองเอาไว้มานาน จนวันนี้ทนไม่ไหวล่ะ ได้ฤกษ์ฮึดขึ้นมาเขียนใหม่จนได้ 555

จริงๆ ลึกๆ  แล้วผมนี้แม่มเป็นโรคแบบว่ากลัวผิด เสพติด Perfectionism นะ
ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นข้อเสียใหญ่ของผมเลยแหละ

เพราะไอ้ความที่อยากจะทำให้มันดีเนี่ยแหละ มันเลยทำให้ทุกอย่างเลยช้าไปหมด
เพราะอยากให้มันเนี๊ยบ มันปราณีต มันดูดีนี่แหละ ก็เลยคิดมาก วางแผนมาก แก้มาก

ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็ไม่เห็นจะแตกต่างกับคนที่ทำมันเร็วๆ (แต่ไม่ถึงกะลวกๆ)
ถ้ามองเฉพาะในแง่ของความมีประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์อ่ะนะ

สุดท้ายแล้วมันก็วนกลับมาที่เดิม ก็คือ ความสม่ำเสมอ หรือ วินัย นั่นแหละ

ถ้าคุณจะทำอะไรให้ทุกอย่างมันดีหมด มันก็กินพลังงานมาก และ take time
แต่ productivity มันก็จะออกมาต่ำไงล่ะ

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันนี้ไป ผมจะเริ่มออกนอก Comfort Zone อย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง
เริ่มต้นประเดิม ก็ด้วยการเขียน Blog มันอย่างสม่ำเสมอนี้แหละ 555


https://www.facebook.com/crazygoatbuster/

https://www.facebook.com/crazygoatbuster/photos/a.247081638797181.1073741827.246858405486171/567828056722536/?type=3&theater&notif_t=notify_me_page&notif_id=1466094201098465


Monday, 29 February 2016

***Feb 29, 2016 - คุณรู้อาไรเกี่ยวกับการเทรดบ้าง ตอนที่ 49


ว่าด้วย "กลยุทธ์แห่ง LANCHESTER" ตอนที่ 2

ตอนที่ 1 อยู่นี่...
http://crazygoatgod.blogspot.com/search?updated-max=2015-03-01T04:02:00-08:00&max-results=10

เขียนตอนที่ 1 ค้างไว้เป็นชาติแล้วจนจำไม่ได้ล่ะ ว่าจะเขียนว่าอะไรต่อ 555
จำได้แค่ว่าอยากเขียนเรื่องกลยุทธ์บ้าง ว่าแล้วก็จบในตอนนี้เลยล่ะกัน

...

กฎตายตัวที่เป็นจริงเสมอของการต่อสู้ก็คือ "หัวใจของการต่อสู้คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Power Relationship) ระหว่างฝ่ายศัตรูกับฝ่ายตนภายใต้สถานการณ์การสู้รบ" และ "การแพ้ชนะก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจดังกล่าว"

ในการสู้รบนั้นมี "วิธีเอาชนะคู่ต่อสู้" ที่เป็นกฎตายตัวอยู่!!!
"กฎการต่อสู้ที่ว่านั้นคือ: ถ้า 2 ฝ่าย (การต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง) มีทุกอย่างเท่าๆ กัน (ทักษะการรบ ประสิทธิภาพของอาวุธ ฯลฯ) ฝ่ายที่มีกำลังมากกว่าจะชนะเสมอ"
"แต่ถ้ามี 3 ฝ่ายหรือมากกว่าขึ้นไป (การต่อสู้แบบหมู่ต่อหมู่) แต่ละฝ่ายมีทุกอย่างเท่าๆ กัน ฝ่ายที่มีกำลังน้อยที่สุดจะยิ่งเละ ส่วนฝ่ายที่มีกำลังมากกว่าจะยิ่งเสียหายน้อยลงในอัตรายกกำลัง" => มีสูตรคำนวณด้วยไปหาอ่านกันเอาเองนะ

"ยกตัวอย่างเช่น กองทัพที่มีขนาดเล็กนั้นในภาพรวมย่อมมียุทธานุภาพด้อยกว่ากองทัพที่ใหญ่กว่าเสมอ แต่ในสนามรบที่มีพื้นที่จำกัด กองทัพเล็กสามารถจะชนะกองทัพใหญ่ได้ โดยการประยุกต์ใช้กฎเหล็กด้านบน (divide and conquer)" => สรุปอีกทีก็คือในสนามรบย่อยๆ ใครพวกมากกว่าย่อมชนะเสมอ 555

ดังนั้น หากมือรองต้องต่อสู้กับผู้นำ ห้ามรบในสนามรบ (ตลาด) ใหญ่แบบซึ่งหน้าอย่างเด็ดขาด และถ้ามือรองอยากจะเอาชนะผู้นำก่อนอื่นต้องเริ่มจากการกำหนดสนามรบ (ตลาด) เล็กๆ ที่ตนเองมั่นใจว่า "สามารถเอาชนะได้แน่นอน" (ซอยตลาดให้ย่อยลง และกำหนดจุดที่ต้องการจะเน้น) และสร้างสถานการณ์ที่ตนเองจะไม่แพ้อย่างเด็ดขาดในสนามรบดังกล่าวขึ้นมา ดังนั้นจึงต้องจำ "กฎตายตัวของวิธีเอาชนะคู่ต่อสู้" นี้ไว้ให้แม่นยำ => นี่มัน Close system ชัดๆ เลย

วาดรูปสรุปตามหนังสือให้ด้วย หึหึหึ
รูปแรกน่าสนใจตรงที่ว่า เรามีกองกำลังเดียว แต่ดันทะลึ่งโจมตีทุกจุดพร้อมๆ กัน สุดท้ายแห้วหมดไม่ได้อะไรซักอย่าง (สังเกตสีของลูกศรยังเป็นสีแดงจางๆ พลังโจมตีอ่อนมักๆ ถ้ามองในมุมกลับ กองทัพของเราเองที่เป็นฝ่ายถูก divide and conquer)


รูปที่สอง เน้นการโจมตีไปที่ๆ จุดๆ เดียว เอากำลังเข้าข่ม พอยึดพื้นที่กองทัพ A ได้แล้ว จึงค่อยไปยึดกองทัพ B และ C ต่อไปตามลำดับ (รวมพลังโจมตี (Focus) ลูกศรสีเข้มด้วยนะเฟ้ย 555)





สรุปจากกฎของ Lanchester บอกเราอย่างง่ายๆ ว่า หากต้องการเอาชนะคู่ต่อสู้ คุณต้อง "เพิ่มประสิทธิภาพอาวุธที่ใช้" หรือ "เพิ่มจำนวนกำลังพลให้มากขึ้น" => จะเพิ่ม Damage (or Quality) หรือ จะเพิ่ม เกราะ, HP (or Quantity) 





เรียบเรียงจากหนังสือ: กลยุทธ์ Lanchester ยุทธการล้มเบอร์หนึ่งของมือรอง
กลยุทธ์ที่ถูกเรียกขานว่าเป็น "คัมภีร์ไบเบิลของกลยุทธ์ธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น"




Thursday, 10 December 2015

Dec 10, 2015 - เหนื่อยนักพักก่อน ตอนที่ 18 - "ไม่อยู่ล่ะครัช รพ หึหึหึ"

ในที่สุดคุณพ่อก็ออกจาก รพ จนได้ (ออกวันที่ 27 พ.ย. เกือบจะหมดเดือนล่ะ)
สรุปว่าการผ่าตัดรอบที่ 3 ในปีนี้ ต้องอยู่ รพ รวมๆ ประมาณ 4 เดือน
ถ้ารวมๆ ทั้งหมด 3 รอบก็ 8 เดือนครึ่ง หมดปีพอดีเลย 55 T T

ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่ดีอีกปีนึงนะผมว่า ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายๆ อย่าง
ความเข้มแข็งด้าน mental ของผมนั้นเติบโตและนิ่งขึ้นมากจากที่คุณพ่อป่วยใกล้สภาวะเฉียดตาย
การได้กินอยู่ใน รพ นานๆ ทำให้ได้เห็นคนเกิดแก่เจ็บตายมากมาย
ได้เห็นญาติๆ ของพวกเค้าเหล่านั้น ได้เห็นความจริงแท้ของโลกใบนี้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ทำให้จิตปลงสังเวช ในสังสารวัฎได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ในปีนี้ผมได้มีโอกาสทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิและภาวนา มากที่สุดในชิวิตเลยก็ว่าได้
บทสวดมนต์ยาวๆ ต่างๆ ที่คิดว่าชีวิตนี้คงจะท่องไม่ได้แล้ว
ก็สามารถท่องจำจนขึ้นใจได้อย่างน่าประหลาดใจ (ปกติความจำแย่มากๆ)

ผมนี่อยู่ รพ นานถึงขนาดว่า อ่านหนังสือธรรมะบนชั้นวางหนังสือของ รพ เกือบหมดทุกเล่มเลย
ที่ใช้คำว่า เกือบ เพราะมีญาติผู้ป่วยใหม่ๆ เอามาวางไว้ให้ใหม่เรื่อยๆ (ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ)

ซึ่งที่สุดแล้วหนังสือธรรมะ ก็คือ หนังสือการฝึกจิตขั้นสูงสุดที่ดีที่สุด
ไม่มีใครในจักรวาลนี้จะเก่งเรื่องการฝึกจิตเทียบเท่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อีกแล้ว



มี คำกล่าวหรือวลี ที่ผมคิดว่าเหมาะสมเองกับผมในปีนี้ นั่นก็คือ
"สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั่นดีเสมอ"

สรุปว่า ปีนี้ก็เป็นปีที่ดีอีกปีนึงครับ





Saturday, 31 October 2015

Nov 1, 2015 - เหนื่อยนักพักก่อน ตอนที่ 17 - "ก็ยังคงอยู่ รพ ต่อไป หึหึหึหึหึ"


เดือนนี้ก็ยังคง surprise อีกเช่นเคย
คุณพ่อผมยังไม่ออกจาก รพ ผ่านไปเกือบ 8 เดือนล่ะ
คุณหมอบอกว่าอีก 1-2 วันน่าจะกลับบ้านได้
แต่พูดแบบนี้ทุกวันมาเดือนนึงล่ะ - -'

แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นทุกวัน ว่าพรุ่งนี้คุณพ่อจะกลับบ้านได้อย่างแน่นอน

เดือนหน้าจะไม่มีการเขียนชื่อตอนซ้ำซากแบบนี้อีกล่ะ นี่พูดเลย!



Sunday, 4 October 2015

Oct 4, 2015 - เหนื่อยนักพักก่อน ตอนที่ 16 - "ก็ยังคงอยู่ รพ ต่อไป หึหึหึหึ"


ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ รพ เหมือนเดิม ผ่านไป 7 เดือนแล้วสิ หึหึหึ
ยังไงก็ตาม ตอนนี้เราค้นพบทางออกแล้ว ทุกอย่างกำลังจะผ่านไปได้ด้วยดีล่ะ
คุณพ่อคงพักฟื้นอีกไม่นานก็คงจะออกจาก รพ ได้ในเร็วพลัน

ช่วงเดือนที่ผ่านมา รู้สึกว่าต้องทำงานที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้างล่ะ
ก็เลยไปรับงาน Freelance มาอันนึง จากบริษัทที่เคยทำงานตอนเด็กๆ สมัยเป็น Analyst
ก็เป็นงานที่ปรึกษาการเงินที่คุ้นเคย หน้าที่หลักก็คือ run ตัวเลข Financial Model
ตอนได้ทำแรกๆ ก็รู้สึกดีนะ ทำไปทำมาชักเครียด ก็ตามภาระหน้าที่อ่ะนะ

ประกอบกับนอนเฝ้าพ่อติดกันเกือบเดือน ตอนกลางคืนนอนหลับๆ ตื่นๆ ทุก 1 ชม.
ตอนกลางวันก็นั่งทำงาน สุดท้ายร่างกายทนไม่ไหว ป่วยจนได้เป็นไข้หนักเลย 555
ถือว่าเป็นการป่วยครั้งแรกของรอบปีนี้เลย ตอนนี้ก็หายดีล่ะ

เดือนนี้คงจบแค่นี้ หวังว่าเดือนหน้าจะไม่มีคำว่า "ก็ยังคงอยู่ รพ" อีกล่ะนะ 555