Sunday, 20 April 2014

***Apr 20, 2014 - Ego กินความประมาทเป็นอาหาร

ตัดมาจาก Lecture พี่ต้านที่โค้ช Gap เอามาแชร์

“Biggest loss come from biggest gain”
 
ยิ่งน้องเทรดชนะมากแค่ไหน ก็ต้องระวังความผิดพลาดมากขึ้น ทางกองทุนมาโวริชจะถือว่ายิ่งเทรดชนะมาก ก็ยิ่งต้องระวังความเสี่ยงมาก ยิ่งชนะบ่อยๆน้องต้องป้องกันตัวเองมากขึ้นต้องระวัง Ego ต้องลด position ลง เราจะไม่รู้ตัวเองเลยถ้าเราชนะเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเราเก่งที่สุดเราคือพระเจ้า 555+   อารมณ์แบบนี้มันจะตามน้องไปตลอดการเทรดไม่ว่าน้องจะโปร เทรดมานานแค่ไหน อามรณ์นี้มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง เราต้องระวัง


GO vs Trading จริงๆ แล้วกีฬา การแข่งขัน การเทรด หรือ Business อาไรก็แล้วแต่มีอะไรที่คล้ายๆ กันหรือเหมือนๆ กัน เพราะลึกๆ แล้ว จริงๆ มันเป็นการต่อสู้หรือแข่งขันกันระหว่างมนุษย์ทั้งสิ้น ถ้าเราเข้าใจในศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างลึกซึ้งแล้วเราก็สามารถที่จะเชื่อมโยงไปถึงอีกสิ่งหนึ่งได้  เพราะฉะนั้นเวลาในชีวิตเราควรจะฝึกอะไรซักอย่างให้มันสุดยอดเหนือคนอื่นออกมาให้ได้ เพราะจะได้รู้วิธีฝึกฝนพัฒนาตัวเองแบบครบ process จริงๆ หรือ Learn how to Learn พอเป็นสุดยอดด้านหนึ่งแล้วเราก็ใช้วิธีเดียวกันต่อยอดไปศาสตร์อื่นๆ ได้ (ซึ่งทำได้ยากมว๊ากกกกกกกกก เพราะมันไม่มีสอนในโรงเรียนธรรมดาไง) จริงๆ แล้วพูดง่ายๆ ก็คือ อิทธิบาท 4 นั่นแหละ หรือ PDCA ของฝรั่งแล้วแต่เรียกชื่อต่างๆ กันไป เราต้องเริ่มด้วยความชอบหรือ "ฉันทะ" ก่อน ถ้าไม่ชอบ Long term ก็จะสู้คนที่ชอบไม่ได้ เพราะคนที่ชอบในเรื่องนั้นๆ มันก็ตะบี้ตะบันฝึก ("วิริยะ") พัฒนาตัวเองในด้านนั้น (Concentrate, Thoughtfulness - "จิตตะ")ไปเรื่อยๆ ด้วยความเมามันส์ เค้าเหล่านั้นก็จะยิ่งวิ่งหนี ทำ Gap ออกห่างคนธรรมดาที่ทำมันแบบทำไปวันๆ ออกไปเรื่อยๆ (ก็เพราะคนมันชอบ เวลาชอบก็ไม่รู้สึกว่าทำงาน ทำมันลืมวันลืมคืน) แต่การทำมากๆ หรือทำซ้ำๆ ก็ยังไม่ถูกต้อซะทีเดียว คือ ต้องรู้วิธีการฝึกที่ถูกต้องด้วย (ถ้ามีโค้ชหรือครูบาอาจารย์ดีก็จะประเสริฐที่สุด ซึ่งถ้าไม่มี (บุญ) แบบผมเนี่ยก็ลำบากโคตร ต้องอาศัยครูพักลักจำไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าให้ไปหา Role Model แล้ว copy มันเลย พอเริ่มทำได้คล้ายๆ เกือบๆ Role Model แล้ว ค่อยโยนตำราทิ้ง แล้ว create your own way หรือ your signature ขึ้ให้เหมาะกับจริตตัวเอง เพราะคนเรามันไม่มีใครเหมือนกัน 100% หรอก) และอีกอย่างที่สำคัญก็คือ ต้องมี skill ในการแก้ปัญหาด้วย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องเจอปัญหาแน่นอน แล้วมันก็จะมาไม่หยุดหย่อน เราก็ต้องคอยตรวจตรา ไม่ประมาท ("วิมังสา") สุดท้าย คุณจะพัฒนาได้หรือไม่ ก็ต้องรู้จักวิธีการแก้ปัญหานี่หล่ะ ซึ่งไม่มีอะไรแน่นอนในโลก ปัญหาก็มารูปแบบใหม่ๆ ได้เสมอ คนที่ปรับตัวยืดหยุ่นได้ ก็คือคนที่รอด ซึ่งคนที่ฝึกหนัก ก็จะเจอปัญหามาก ร้อยแปด พอเจอปัญหามันซ้ำๆ ก็เริ่มแก้ได้เร็วขึ้น (เรื่อยๆ) กลายเป็นประสบการณ์และ skill ขั้นเทพในที่สุด (มนุษย์ไมอีลิน) พอผ่านอาไรมาหมดแล้วก็จะสามารถสร้างกลยุทธ์ ค่ายกลรูปแบบต่างๆ (สร้างขึ้นเพื่อความได้เปรียบเวลาต่อสู้กับมนุษย์ด้วยกัน)

เมื่อก่อนตอนเริ่มศึกษาพื้นฐานการเทรดจะอยู่ที่ 3M 

1) Method (Entry & Exit) มีความสำคัญเพียง 10% เท่านั้น
2) Money Management มีความสำคัญ 30%
3) Mental (Psychology) สำคัญมากที่สุดถึง 60% 

หรือจะเป็นอีกแบบที่พี่ต้านเคยเอาแชร์ก็คล้ายๆ กัน (รูปเอามาจากไหน page ขี้เกียจวาดใหม่ล่ะ)


แต่ถ้าจะเอากลยุทธ์ด้วยก็ต้องเป็นรูปนี้



ขี้เกียจเขียนล่ะ ชักยาว 555
ว่าจะเขียน link กับ GO ซักหน่อย
เอาเป็นว่า คุณต้องรู้จักตัวเอง รู้ capacity ของตัวเอง รู้วิธีฝึก รู้วิธีพัฒนา
รู้จักดูจิตตัวเอง ว่าตอนนี้ความโลภความกลัวครอบงำมั๊ย Ego มายัง

ยกตัวอย่างเช่น
ผมเล่นโกะมานานล่ะ ก็ชอบนะ แต่ไม่พัฒนาไม่ไหน เพราะ
1. จะเล่นให้เก่งจริงๆ มันยากมว๊ากกกก ต้องนั่งเรียงหมาก, Pattern ของโกะ เป็นเลขยกกำลังแบบมหาศาล ยากกว่า Price Pattern ของการเทรดเยอะเลย => ไม่มีแรงจูงใจในการฝึก เพราะเล่นเป็นอาชีพในบ้านเราไม่รอดแน่ๆ เล่นได้เอาคลายเครียด และฝึกสมองเท่านั้นสำหรับผมนะ
2. ไม่มีโค้ช ไม่มีอาจารย์ ตำราก็มีอ่านบ้าง แต่ยังสู้ลงสนามจริงไม่ได้ เพราะรูปแบบหมากมันไม่มีการช้ำ
3. หมากประสบการณ์ เล่นไงก็สู้พวกที่ focus เรื่องนี้จิงๆ ไม่ได้แน่ๆ ห่างกันหลายขุมเลย พวก 9 ดั้งบางเม็ดคิดนานเป็น ชั่วโมงเลย (ถ้ากรูต้องนั่งคิดนานแบบนี้ กรูจะเอาไรกิน)

สมมติเค้าบอกว่าไม่ควรเล่นโกะวันล่ะ 2 กระดาน
ก็ ok เป็น capacity ของสมองมนุษย์ที่มันจะดีสูงสุดก็แค่ 2 กระดานแรก

จิงๆ ก็เลิกเล่นไปนานล่ะ เพราะมัน take time มาก
ต่อพอไปดูของพี่ต้าน บอกว่าต้องมี Brain Exercise ฝึก Mental ไม่ Poker ก็ต้องหมากกระดาน
ก็เลยกลับมาเล่นอีกล่ะ

เลย save รูปบันทึกหมากลองดู
กระดานแรก - สมอง Fresh, Mental สมบูรณ์, Ego ยังไม่มา ชนะใสๆ (ไม่รู้ว่าเกาหลีคนนี้วันนี้เล่นมากี่กระดานล่ะ ส่วนมากกระดานแรกผมชนะเสมอ เพราะสมองจะยังสดมาก พวกเกาหลีส่วนมากก็มักจะคิดว่าคนไทยอ่อนก็มักจะประมาท (ถ้า level ระดับต่ำๆ เท่ากันแบบผมอ่ะนะ level สูงๆ ความประมาทต่ำมาก คิดนานมว๊ากกกกกกกกก - ผมก็มักจะซัดเลย กินเกือบหมดกระดาน)























กระดาน 2 - Capacity ของสมองยังได้อยู่, Mental ยังสมบูรณ์ แต่ Ego เริ่มมาล่ะ - ตานี้ก็ยังขนะใส เกาหลียกธงขาว ยอมแพ้ยังลงไม่ถึง 100 เม็ดเลย (เริ่มคิดว่า เกาหลีอ่อนว่ะ กรูเทพ => step เหมือนการเทรดเป๊ะเลย)


























กระดาน 3,4,5,6 - สมองเริ่มล้าล่ะ Mental ยังดี แต่ Ego มาเต็มๆ เริ่มลงเร็วขึ้น คิดน้อยลง ความประมาทมาเยือน รูปเกมส์โดยมากผมจะนำไปเยอะตลอด แล้วก็จะประมาท แล้วก็แพ้ภัยตัวเองตายตลอด





คือ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ capacity ของสมอง หรือ Ego แต่คุณจำเป็นที่จะต้องรู้ limit ของตัวเอง
สุดท้าย พอคุณศึกษาอาไรมานานๆ ความรู้ วิชาการ กลยุทธ์ แทคติค ความคิดมันเท่าทันกันหมด
เค้าก็ไม่ได้วัดว่าใครเก่งกว่ากันล่ะ เพราะมันพอๆ กัน (อาจจะต่างกันบ้างที่ระดับสัญชาตญาณ + genius มาเกิดจริงๆ) สุดท้าย เค้าก็จะวัดกันที่ใครผิดพลาดน้อยกว่ากัน (เพลี่ยงพล้ำ) ก็จะเป็นผู้ชนะ

โกะ ยิ่งอยากชนะ ก็ยิ่งแพ้
เพราะยิ่งอยากชนะ ก็จะยิ่งบุกโจมตี ยิ่งบุกโจมตีก็จะยิ่งเปิดจุดอ่อน เหมือนปฎิกิริยา reflex สะท้อนกลับ
ต้อง Balance ให้ได้ระหว่างการบุกและการโจมตี
ปรัชญาในเกมส์โกะ จึงเป็น "ชนะเมื่อไม่คิดเอาชนะ"

โกะก็เหมือนการเทรด ยิ่งเล่นชนะ ก็ยิ่งอยากเล่นต่อ เหมือนเสพติดการเทรด
เพราะลึกๆ แล้วในใจอยากที่จะชนะอย่างต่อเนื่อง มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (บางคน) ที่ชอบการแข่งขัน (แบบผม)

คุณก็ต้องหาวิธีการควบคุมตัวเองให้ได้ จริงๆ ก็คือ ต้องดูจิตตัวเองนั่นแหละครับ เจริญสติ (กาย เวทนา จิต ธรรม) ดูจิต ว่าว่างหรืออยากชนะ ดูกายว่า แน่นหน้าอกมั๊ย ร้อนๆ มั๊ย อึดอัดมั๊ย ลมหายใจติดขัดมั๊ย มีความเครียดในตัวมั๊ย ต้องดูตัวเองให้ออกครับ ไม่มีใครช่วยเราได้จริงๆ หรอก นอกจากตัวเราเอง
(ใครเปลี่ยนระดับความเร็วในลมหายใจของคู่ต่อสู้ได้เป็นผู้ชนะ)

ขอปิดท้ายด้วยข้อความเดิมที่เริ่มต้น เพื่อให้ดูว่าอะไรที่แข่งกับมนุษย์ด้วยกันมันเหมือนกันมั๊ย...

“Biggest loss come from biggest gain” ยิ่งน้องเทรดชนะมากแค่ไหน ก็ต้องระวังความผิดพลาดมากขึ้น ทางกองทุนมาโวริชจะถือว่ายิ่งเทรดชนะมาก ก็ยิ่งต้องระวังความเสี่ยงมาก ยิ่งชนะบ่อยๆน้องต้องป้องกันตัวเองมากขึ้นต้องระวัง Ego ต้องลด position ลง เราจะไม่รู้ตัวเองเลยถ้าเราชนะเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเราเก่งที่สุดเราคือพระเจ้า 555+   อารมณ์แบบนี้มันจะตามน้องไปตลอดการเทรดไม่ว่าน้องจะโปร เทรดมานานแค่ไหน อามรณ์นี้มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง เราต้องระวัง

ความประมาทกิน Ego เป็นอาหารนะครัชชช 555

Saturday, 19 April 2014

***Apr 19, 2014 - ไม่ได้เกี่ยวกับ Game theory

สงกรานต์หยุดไปพักผ่อน เลยได้ฟังคลิปพี่ต้านหลายๆ คลิปอีกรอบ
คลิปยาวมว๊าก รวมๆ แล้วเป็น 10 ช.ม.
นั่งจดลงสมุดได้ประมาณ 40 หน้า
ส่วนเนื้อหาก็เป็นเรื่องที่ค้างคาใจ เพราะยังเข้าใจไม่หมด
พวก True Alpha, Portfolio Re-balancing, การฝึกวินัย
ฟังรอบนี้ก็เข้าใจขึ้นเยอะล่ะ ที่เหลือก็วาง platform แล้วเอาลงสนามเพื่อเอาไปปฎิบัติจริง
แล้วก็ค่อยๆ แก้ไขพัฒนา ปรับปรุงกันไป

คราวนี้ก็มาถึงว่าจะเอาองค์ความรู้ดังกล่าวมาเขียนลง Blog ดีมั๊ย
(องค์ความรู้ก็ไม่ใช่ของเรา + เราก็ยังไม่ได้รู้จริง แต่มันล้ำมาก อยากเอาลง Blog เก็บไว้ 555)
ผมเขียน Blog ก็เพราะว่าตัวเองไม่ค่อยมีระเบียบวินัย เวลาน้อย
ก็เลยพยายามจะบังคับตัวเองให้เขียน Diary การเทรด จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่ได้
ทำได้เดี๋ยวๆ เดียว เป็นเพราะเวลาน้อยแล้วยังบริหารจัดการได้ไม่ดี (อย่าพูดว่าไม่มีเวลา Shame!!)

ตั้งชื่อ Blog ว่า CGG จะได้ไม่มีคนหาเจอ แต่ google ก็ทะลวง Blog เราได้อยู่ดี
ก็ไม่ได้กะว่าจะมีคนมาอ่าน แม้ว่าในใจลึกๆ ก็คิดนะ (ว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง)
แต่จริงๆ แล้วถ้าดูจาก feed จำนวนคนอ่าน มีคนเค้ามาอ่านเยอะมาก
ก็เลยเริ่มคิดว่า การเขียน Blog แบบละเอียดมันเป็นการเปิดหน้าไพ่หรือป่าว
(พี่ต้านบอกว่าใช้อะไรก็ได้ แต่เวลาใช้อะไรแล้วอย่าบอกใครนะ คริคริ
ตลาดหุ้นไทย เป็น Game theory แบบ Repeated game => คิดว่าน่าจะเกิด Buttlefly effect ได้)

ยกตัวอย่างเช่น ผมเขียนตอนที่เริ่มเทรด QH ด้วย KZM เฉพาะตอนนี้มีคน search google เข้ามาอ่านเยอะมาก (น่าจะ search คำว่า KZM) จนทำให้ QH ที่มันเคยสวิง มากๆ Beta สูง เริ่มหดตัว (ไม่รู้เป็นเพราะ cycle ของมัน เพราะเจ้ามือ มวลมหาปชช หรือเป็นเพราะ affect จาก Game theory) ทำให้ผมต้องไปหา Beta ตัวใหม่มาเทรดอีก เพราะ QH มันเริ่มเงิบ

โชคดีที่พี่ต้านออกมาเขียนเรื่อง Beta lagging พอดี ก็เลยยังมีไอเดียไปต่อได้

คิดว่าต่อไปการเขียน Blog ก็คงเขียนเฉพาะ idea แต่จะไม่เขียนวิธีการโดยละเอียด
(เพราะวิธีการละเอียด มันเป็นเรื่ีองเฉพาะส่วนบุคคลที่พัฒนามาตามองค์ความรู้, exp และการฝึกฝน, ทรัพยากร ฯลฯ

Diary การเทรดจริงๆ คงต้องเขียนลงสมุด เพราะเขียนง่ายและเร็วกว่ามาก
เขียนผ่าน program มันดีที่ต้องมีกราฟเป็นสีสัน และตกแต่งได้สวยงามแต่ก็กินเวลามากมาย

วันนี้อยากเขียนเรื่องประมาณนี้ มันติดอยู่ในความรู้สึกครับ อยากหาที่ระบาย

Friday, 21 March 2014

***Mar 21, 2014 - เราต้องอย่าโดนหลอก

Blog โดนลบไป เสียวเลย เกือบกู้กลับมาไม่ได้ มาหาว่า Blog เราเป็นสแปม 55 ไม่รู้ไปพิมพ์โดนคีย์เวริด์คำว่าอาไร ต่อไปต้องพยายามพิมพ์ภาษาอังกฤษแบบผิดๆ โรบอทมันจะได้อ่านไม่ออกหรือทับศัพท์น่าจะ work กว่านะ

กลับมาเรื่องของการเทรด
เรามักจะถูกเหยื่อที่เค้าเอามาล่อให้ติดกับเสมอ และมนุษย์ก็เป็นสัตว์แห่งความโลภและความกลัวอยู่แล้วการตัดสินใจจึงมักมีอารมณ์มาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะฉะนั้นเรื่องของ Mental จึงสำคัญ (ที่สุด)
แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดเรื่อง Mental เราจะมาพูดเรื่องของเหยื่อที่เค้าเอามาล่อ

แน่นอนที่สุด สิ่งที่เทรดเดอร์หรือคนทั่วไปต้องการคือ ผลกำไร ซึ่งถูก drive มาจากความโลภ
และยังมีความกลัวอีก ก็คือ กลัวทั้งกำไรหาย และ เงินต้นจะหาย
ซึ่งสิ่งที่แหละที่เป็นจุดอ่อนสำคัญที่เจ้ามือเอามาใช้จัดการกับเรา (เสมอ)
(คำถามแรกที่คนทั่วๆ ไป มักจะถามเทรดเดอร์อยู่เสมอก็คือ คุณได้ return ปีละเท่าไหร่ เดือนละเท่าไหร่ เฉลี่ยวันละเท่าไหร่ คือ คิดว่ากรูอยากออกมาเทรดบ้างอ่ะ มรึงเทรดได้วันละเท่าไหร่วะ กรูอยากจะทำบ้าง => คำถามที่ถูกต้องจริงๆ แล้วควรจะเป็น เฮ้ยๆ เวลาเทรดนี่เค้าป้องกันเงินต้นยังไงกันฮะไม่ให้สูญหาย เราจะทำยังไงไม่ให้เงินต้นหายดี กำไรเราไม่ได้สนใจหรอก เราสนใจแค่ว่าเงินต้นกรูไม่หายก็พอ ซึ่งคำถามแบบนี้ คนทั่วๆ ไป ก็คงไม่ถามแน่ เพราะทุกคนจะลงแรงลงมือทำอะไรมักคิดถึงผลตอบแทนก่อนเสมอ ซึ่งก็ผิดอีก เพราะจริงๆ แล้วคุณควรจะหา "ฉันทะ" ของตัวเองให้เจอก่อน และค่อยตามด้วย วิริยะ จิตตะ วิมังสา... )

เรามักจะโลภและกลัวเสมอ ดังนั้นเราจึงมักจ้องมองกราฟหรือหน้าจออยู่ตลอด
ดังนั้นเจ้ามือ จึงก็เลยออกแบบระบบซับซ้อนอาไรซักอย่างก็ไม่รู้มาคอยหลอกเรา
ซึ่งน่าจะศึกษามาแล้วอย่างดีจากงาน research หลายๆ ด้าน โดยมีจิตวิทยาและปรัชญาเป็นหลัก

ถ้าคิดว่าเราเป็นเจ้ามือซะเอง เรามีทรัพยากรทุกอย่าง มีองค์ความรู้ทุกอย่าง
เราจะออกแบบระบบมากินคนอื่นได้ยังไง

ลากขึ้น ลากลง ไสไปไสมา โดยใช้ประโยชน์จากความโลภและความกลัว
ซึ่งก็คืออารมณ์ของมนุษย์ปกตินั่นเอง

logical thinking ระบบการคิด ระบบการเทรด
อาไรๆ ที่มนุษย์ใช้ในกระบวนการคิด ก็ reverse มันซะ
เหมือนรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

เวลาราคามันพุ่งแรงๆ เราก็อยากจะ long ตาม ก็อาจจะเจอเจ้ามือตบกลับ
ถ้าไม่ long ก็อาจจะตกรถได้
เวลาลงแรงๆ กลัวกำไรหายก็รีบขาย
หรือกลัวเงินต้นหาย ก็ไปตั้ง Stop loss เอาไว้ ก็เจอ Stop Hunt อีก

สิ่งเหล่านี้จิงๆ แล้วมันก็เป็นแค่ภาพลวงตาระยะสั้น ซึ่งดึงดูดให้คนทั่วไปสนใจหรือ focus อยู่แต่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหลักๆ ก็คือ ผลตอบแทนหรือกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เค้าเอามาล่อเรา

วิธีที่จะแก้ง่ายๆ ก็คือ ให้มองทุกอย่างเป็นองค์รวม
สร้างภาพในหัวออกมาให้ได้ ว่าถ้าราคาวิ่งไปทางไหน ความเสี่ยงจะเป็นยังไง
แผนการรองรับเป็นยังไง ถ้าผิดจะแก้ยังไง ถ้าถูกจะทำยังไงต่อไป
เพื่อป้องกันการลนลาน การทำตามอารมณ์ชั่ววูบ
ไม่จำเป็นต้องดูกราฟตลอดเวลา แต่ต้องรู้ว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้ แบบนี้ แบบนี้ ต้องทำอาไรต่อบ้าง...


แล้วเราจะเล่นเกมส์นี้ให้ชนะได้ยังไง??
คำตอบก็อยู่ที่ตัวเราเอง
เรารู้ว่าเกมส์มันก็เป็นแบบนี้ กราฟมันก็มีแค่ 2 มิติ ไม่ขึ้นก็ลง
ออกข้างๆ บ้างชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นหรือลงอยู่ดี

เรามีระบบการเทรด ที่รู้ว่ายังไงก็ใช้ได้เสมอ
เพราะว่าเวลาที่ราคามันจะขึั้นหรือจะลง มันก็ต้องขึ้นหรือลงด้วยกระบวนท่าแบบนี้แหละ
ซึ่งก็มีแค่ไม่กี่แบบ แต่ไม่ถูก 100% เพราะไม่มี Holy grail บนโลกใบนี้
และมีเจ้ามือพร้อมจะหลอกและเขมือบเราเสมอ

เรามี MM ที่คอยควบคุมความเสี่ยง เวลาผิดทาง และทวีผลตอบแทนยิ่งขึ้นเวลาถูกทาง

เรามีแผนการและกลยุทธ์ที่รัดกุม มีเป้าหมายที่ชัดเจน

เรามีบันทึกการเทรด ที่บันทึกสิ่งที่ผิดพลาด ที่เราจะเก็บไว้เป็นประสบการณ์ว่าแบบนี้มันใช้ไม่ได้ผลนะ
แบบนี้มันใช้ได้ผล เราคอยปิดจุดอ่อน และปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นได้เสมอ

และที่สำคัญเราฝึกฝนและพยายามอย่างหนัก ในแบบที่คนธรรมดาไม่ทำกันแน่ๆ

เราจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ!!!

Sunday, 16 March 2014

***Mar 16, 2014 - ต้องเริ่มฝึกใหม่หมดอีกล่ะ

ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง The Talent Code กะ 52 วิธีเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นอัจฉริยะ แปลกดี และสนุกดี สไตล์คล้ายๆ กับ Outliners เลย แต่อันนี้เขียนโดย Daniel Coyle ซึ่งอ่านแล้วมันก็ตรงดี มีหลักการดี ทำให้เราคิดว่าน่าจะต้องมาปรับวิธีการฝึกฝนใหม่อีกครั้ง

คำคมโดนใจประจำเล่ม
"พรสวรรค์มีค่าพอๆ กับเกลือนั่นแหละ สิ่งที่แบ่งแยกระหว่างผู้มีพรสวรรค์กับผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ คือ ความมุ่งมั่นและการฝึกฝนต่างหาก" - สตีเฟน คิง
"ความเป็นเลิศถือเป็นนิสัยอย่างหนึ่ง" - อริสโตเติล

นิยามของคำว่า เก่งกาจ (Talent) คือ การครอบครองทักษะที่สามารถทำซ้ำได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย (Physical) เพราะฉะนั้น => เป้าหมายของเรา ก็คือ "ต้องครอบครองทักษะที่สามารถทำซ้ำได้"
แล้วทักษะ คือ อะไร?
ทักษะ คือ ฉนวนที่ห่อหุ้มวงจรประสาทและเติบโตไปตามสัญญาณบางอย่างที่ได้รับ

สรุปว่า เรา คือ มนุษย์ไมอีลินนั่นเอง 555
ถ้ามีเวลาจะมีเขียนเรื่องนี้ต่อ ค้างไว้ก่อน

ขอทิ้ง Outline เอาไว้ก่อน

การฝึกฝนอย่างล้ำลึก
จุดกลมกล่อม "ความผิดพลาดจะทำให้เราเก่งขึ้น"

=> การพยายามดิ้นรนด้วยแนวทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (โดยฝึกฝนตรงบริเวณสุดขอบความสามารถ ซึ่งคุณมักจะทำผิดพลาด) จะทำให้คุณเก่งขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณถูกบีบให้เคลื่อนไหวช้าลง ทำผิดพลาด และพยายามแก้ไข (แบบเดียวกับเวลาที่คุณพยายามเดินพื้นน้ำแข็งที่ลื่นๆ ซึ่งต้องล้มลุกคลุกคลานไปตลอดทาง) ในที่สุดคุณก็จะเคลื่อนไหวได้อยา่งปราดเปรียวและสง่างามโดยที่ไม่รู้ตัว)
=> ณ วินาที ที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่... บางสิ่งที่ล้ำลึกและอยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ของคุณก็เริ่มทำงาน คุณหยุดและสะดุดอยู่แวบหนึ่ง จากนั้นก็พยายามหาคำตอบ คุณเผชิญกับการกระเสือกกระสนในเสี้ยววินาทีและชั่วเวลาเสี้ยววินาทีนี้แหละที่สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล คุณไม่ได้ฝึกฝนหนักขึ้น แต่คุณกำลังฝึกฝนอย่างล้ำลึกขึ้นต่างหาก
=> ระหว่างที่เราฝึกฝนอย่างล้ำลึก โลกจะไม่ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ปกติ เราจะใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความพยายามเพียงเล็กน้อยของเราจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน... เคล็บลับสำคัญอยู่ที่การเลือกเป้าหมายให้เกินขอบเขตความสามารถในปัจจุบันไปเล็กน้อย... เลือกเป้าหมายที่ต้องดิ้นรนพยายามจึงจะทำสำเร็จ (คุณจะไม่ได้อะไรจากการตะบี้ตะบันฝึกอย่างไร้ทิศทางหรอกครับ คุณต้องเอื้อมมือออกไปคว้าเป้าหมายที่ต้องการต่างหาก)
=> หัวใจสำคัญคือการค้นหาจุดกลมกล่อม (sweet spot) ครับ "ที่จุดดังกล่าว ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณทำได้แล้วกับสิ่งที่คุณอยากทำให้ได้นั้นจะมีขนาดพอเหมาะพอดี คุณค้นพบจุดกลมกล่อมเมื่อไหร่ การเรียนรู้ก็จะแล่นฉิว"

กฎเหล็ก วงจรไหนที่ถูกกระตุ้นให้ทำงานบ่อยที่สุดและรุนแรงที่สุด เจ้าตัวติดตั้งเครือข่ายความเร็วสูงก็จะมุ่งไปยังวงจรนั้น ส่งผลให้วงจรประสาทที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ มีเครือข่ายที่ดีกว่า ส่วนวงจรที่ถูกกระตุ้นไม่บ่อยนักและไม่ค่อยรุนแรงก็จะมีเครือข่ายที่ด้อยกว่า

=> กฎ 3 ข้อของการฝึกฝนอย่างล้ำลึก "ลองอีกครั้ง ล้มเหลวอีกครั้ง แต่ล้มเหลวได้ดีขึ้น"
กฎข้อที่1: ว่าด้วยการรวมหน่วย => ทำความรู้จักกับทักษะในภาพรวม, แบ่งย่อยทักษะออกเป็นหน่วยเล็กๆ, ชะลอความเร็ว
กฎข้อที่2: ทำซ้ำ
กฎข้อที่3: ลับประสาทให้คม

วงจรของการฝึก
  1. เลือกเป้าหมาย
  2. พยายามไปให้ถึงเป้าหมาย
  3. ประเมินช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับระยะที่เอื้อมถึง
  4. ย้อนกลับไปขั้นแรก


การจุดประกาย 
"ถ้าเธอทำได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะ"

=> เหมือนนักเทนนิสจากรัสเซีย นักกอล์ฟจากเกาหลีใต้ หรือนักเบสบอลจากเกาะคูราเซา ยกตัวอย่างให้ชัดเจนเลยก็คือ ถ้าพี่ต้าน คือ คนไทยคนแรกที่ตั้ง Hedge Fund ได้สำเร็จ (รวมถึงเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จในระดับ inter) เด่ว เราก็จะมี trader ที่เป็นคนไทยที่ประสบความสำเร็จตามมาอีกเป็นขโยง เพราะมีพี่ต้านเป็นคนจุดประกาย (และ train ให้ด้วย อุอุ ^ ^) แต่กระนั้นอย่างต่ำก็ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี นับตั้งจากที่เปิดตัว Mudleygroup เพราะว่าการฝึกฝนอย่างล้ำลึกก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10,000 ชั่วโมงขึ้นไปอยู่ดี

=> มีทรัพยกรจำกัด, ขาดแคลน มักนำไปสู่ดิ้นรนเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เกิดความคิดสร้างสรรค์ ดีกว่าที่มีทรัพยากรอย่างล้นเหลือ (จิตใต้สำนึกมันจะ anti ว่า แล้วกรูจะพยายามไปเพื่ออะไรฟะ ในเมื่อมันดีพร้อมอยู่แล้ว)

การฝึกสอนระดับปรมาจารย์
"ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การเล็งเห็นความเก่งกาจหรอกครับ ผมไม่เคยมองหาคนเก่งเลย ก่อนอื่นเราต้องสอนพื้นฐานเสียก่อน เดี๋ยวก็รู้เองว่ามันจะออกมาเป็นยังไง" - โรเบิร์ต แลนส์ดอร์ป 

Friday, 14 March 2014

***Mar 14, 2014 - แกะเทปพี่ต้านต่อเก็บไว้อ่าน

ฟังจากไฟล์ที่พี่ต้านพูด
เลยเอามาสรุปเก็บไว้ครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเทรดเดอร์ถ้าจะก้าวไปสู่ระดับ inter

  1. ต้องเคารพในอาชีพตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "เงินทุน" หรือ "กระสุน" เพราะมันคือ โอกาสที่จะทำให้เรายังสามารถอยู่ในอาชีพนี้ต่อไปได้ หมดเงิน ก็คือ หมดโอกาส = จบข่าว ไม่มีโอกาสแก้ตัว เราผิดได้ ไม่ใช่ว่าผิดไม่ได้ แต่เราอย่าทำลาย bullet หรือเงินทุนตัวเองจนหมด
  2. เคารพในพื้นฐาน และรากฐานที่สำคัญในการเทรด คุณอาจจะเก่งแล้ว expert แล้ว แต่คุณยังต้องฝึกพื้นฐานอยู่สม่ำเสมอ (เพิ่ม, รักษาไมอีลิน) ให้ฝึกท่าพื้นฐานให้แน่นก่อน แล้วค่อยไปเล่นท่ายาก พื้นฐาน คืออะไร? พื้นฐาน คือ "เราต้องลดต้นทุนในสินทรัพย์ที่เราลงทุน หรือ ต้องการครอบครองให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม" นี่คือจุดอ่่อนที่สำคัญ เพราะคนส่วนใหญ่หวังแต่ capital gain ไม่ได้หวังลดต้นทุน ตอนตลาดดีก็ได้กำไรไปเรื่อยๆ แต่พอตอนสุดท้ายจะติดดอย ถ้าไม่ยอม cut เงินทุนก็จะหายไปด้วย... เอวัง => วิธีบันทึกต้นทุน + การลดต้นทุนที่ถูกต้องก็ คือ บัญชีของ opt 2 นั่นเอง
  3. บุคคลที่เน้นความเสี่ยง ไม่เหมาะสมที่จะทำงานเป็นเทรดเดอร์ระดับสูง => เทรดเดอร์ที่เน้นความเสี่ยงเป็นได้แค่เพียงทัพหน้า ไม่สามารถเป็นแม่ทัพได้ => บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม บนทรัพยากรที่มีจำกัด
  4. ต้องพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ อย่ารอคนมาป้อน อย่าเรียกร้องมากเกินไป + Positive thinking + อดทนระดับสูงสุด + Learning by Doing "Prove it"

    สิ่งที่สำคัญกว่านั่น คือ วินัย เพราะต่อให้พี่ต้านป้อนเรา ให้ระบบสุดยอด แต่ความเข้าใจน้องไม่ได้ วินัยน้องก็ไม่ได้ สุดท้ายมันก็ fail อยู่ดี

    ในโลกของความเป็นจริง ไม่มีคำว่ายุติธรรม ถ้าวันนี้เค้าเหนือกว่าเราทุกอย่าง แล้วเราก็ฝึกฝนไปเรื่อยๆ จนอยู่รอดได้ สิ่งที่เราได้มาก็คือความแข็งแกร่ง แล้วในวันหนึ่งถ้าเกิดเรามีความพร้อมเท่าเค้าขึ้นมามันจะเป็นยังไงล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ

    อาชีพ Trader คือ long term working ต้องมองอะไรให้ยาวๆ เช่น หัวหน้าสั่งให้เรา day trade แต่ให้เราใช้กราฟ week นะ ถ้าเราอคติ ego จัด ก็ไม่พัฒนา แต่ถ้าเราพยายามล่ะ เกิดอะไรขึ้น? เราก็จะพบว่า การใช้กราฟ week มา day trade ถ้าเราผิด เราก็จะผิดแค่ช่วงเดียว (ซึี่งเราผิดได้เสมอ ไม่มีใครถูก 100% อยู่แล้ว แต่เราควบคุมความเสี่ยงไว้แล้ว จะผิดยังไงก็ไม่เป็นไร แต่ก็อย่าผิดบ่อย) แต่ถ้าเราถูก เราก็กินได้ยาวเลย เพราะ Direction มันถูก พอเรา Bias ด้านถูก เทรดถึงติดยังไงก็หลุดและทำกำไรได้เรื่อยๆ เป็นต้น

    อีกอัน คือ น้องต้องพยายามคิดครับ ว่าน้องพยายามจะทำอะไร จะ prove อะไร ไม่ใช่ทองราคา 1290$ น้อง S พอทองมันขึ้นมา 1295$ น้อง S อีกล่ะ ขึ้น 1300$ ก็ S อีก น้องต้องการจะสื่ออะไร?? กระสุนน้องมีจำกัด แล้วทำไมเอามันไปกองไว้หยั่งงั้นล่ะ ผิดแล้วเราควรจะทำยังไงต่อไป...


ถ้ามีเวลาว่างจะมาพิมพ์ต่อนะครัชชช

Thursday, 13 March 2014

***Mar 13, 2014 - เห็นพี่ต้าน post ทีไร เราก็ยิ่งดูห่างไกลความเจริญ T T









งึมๆๆ ดูแล้วยังห่างไกลมาก

เห็นความต่างตอนบรรลุ กับ ยังไม่บรรลุ นี่ทำไมมันช่างแตกต่าง เหมือนดึงความลับในธรรมชาติออกมาได้
ตอนแรกกราฟเรียบๆ พอทำได้แล้ว กราฟสั่นสะเทือน swing ได้ใจมาก!!?

พี่ต้านบอกว่า "ต้องทำให้ asset Swing ไปมาในระดับที่สูงได้ เพื่อที่เราจะสามารถ Generate cash flow ที่มากกว่ากองทุนอื่นๆ ซึ่งต้องมีการ Re-balancing อย่างสม่ำเสมอ เพราะ ส่วนมากพอร์ตปกติจะไม่มีการ swing แบบนี้แน่นอน"

คำถาม คือ ทำยังไงให้ asset swing ระดับสูงได้ละเนี่ย ทั้งที่เป็น asset กลุ่มเดิมๆ แต่พอเข้าใจ concept แล้ว มันดัน swing หนักขึ้นได้
ทั้งๆ ที่ตอนยังไม่เข้าใจ มันดัน swing แบบราบเรียบ หรือว่าเอา 15 uncorrelated assets มา mixed กัน???  พี่ต้านย้ำอีกทีว่า "ดังนั้นหัวใจอยุ่ที่การ re-balancing พอร์ตตลอดเวลาครับ" แต่เราก็ยังไม่เข้าใจหรอก คงต้องลงมือทำเอง พี่ต้านก็คงไม่รู้ว่าจะอธิบายเรายังไง detail มันคงจะเยอะ แล้วก็องค์ความรู้เรามันก็ยังไม่ถึง
เพราะพี่ต้านก็บอกเองว่าตอนแรกก็ยังไม่เชื่อ คิดว่าเป็นทฤษฎีบริหารพอร์ตระดับสูง 
จนได้ลงมือทำเอง ถึงจะรู้ว่ามันเป็นหยั่งงี้นี่เอง จ๊อดดดดด!! สงสัยต้องมาแกะเรื่องนี้ต่อ
Portfolio Re-balancing - Trader เก่งๆ พอไปเทรดเองทำไมถึงเจ๊ง เพราะว่าเค้าสร้าง Structure ของพอร์ทไม่เป็น - Ray Dalio ทำไมเค้าเทรดไม่เจ๊งเพราะ เค้ามีการทำ Portfolio re-balancing - Portfolio re-balancing คือ การนำ Cash Flow ของเรามาทำ NAV - สมมุติเราแบ่งพอร์ทเป็นดังภาพ














เอารูปนี่มันแปะเตือนใจตัวเองต่อปายย555

Friday, 21 February 2014

**บันทึกความคิด 21-2-2557 - แบบนี้สินะ ถ้าถูกได้น้อย ผิดได้มาก


หึหึหึ แปะรูปเอาไว้ก่อน
ตอนแรกว่าจะยิงทองแค่นัดเดียว ปรากฎว่าผิดทาง แต่ไม่ยอมแพ้
สู้ไม่ถอย จนกลายเป็นทำ snowball แทน
สุดท้าย กลายเป็น KZM เฉยเลย แม่ม 555

เริ่มจากกระสุนนัดเดียว จนต้องแตกออกมากลายเป็นร้อยนัดแทน
จาก sniper กลายเป็น fund manager เลยทีเดียว หึหึหึ T T

ทำไปทำมาก็สนุกดีเหมือนกันนะ หยั่งกะวางแผนการรบ
"Survive first, Profit later"


















แผนการ คือ ทำ worst case scenario แล้วดูว่ารอด หรือ ไม่รอด (ซึ่งมันก็ต้องรอดอยู่แล้วสิ!!!) ถ้า worst case แล้ว ยังรอด พอมันกลับมาเป็นไปตามที่เราวางแผนแล้วล่ะ จะเป็นยังไง หึหึหึ (อาจจะไม่ได้เยอะอย่างที่คิด เพราะว่าระหว่างทางต้องกางตาข่ายมากเกินไป) และระหว่างทางก็ generate cashflow ไปเรื่อยๆ โดยพยายาม maintain position ระหว่าง B กับ S ให้ได้ตามที่วางแผนเอาไว้ว่า Bias ข้างไหน (เพราะจะมีการเปิดๆ ปิดๆ เพื่อกิน swing ตอด CF ระหว่างทางไปตลอด)

เสร็จแล้วก็คิดทุก scenario แบบละเอียด เอาที่ทุกราคาจะสามารถวิ่งไปได้
แล้วก็ทำแผนรองรับทุกแบบ ทุกแนวทางเอาไว้ ก็ไม่ต้องกล้วแล้วคับ
เวลาเกิดเหตุการณ์ที่เข็มขัดสั้น ก็ไม่ต้องกลัวว่า mental จะเสีย
เพราะเราคิดความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็จะไม่มีครับ
ก็จะไม่มีการตกใจ ทำอาไรด้วยอารมณ์ จบข่าว...









Saturday, 8 February 2014

**บันทึกความคิด 8-2-2557 - แค่ Fibo ก็ระเบิดพลังได้










ผมวาดรูปนี้ไว้นานแล้ว
วันนี้เลยเอาลง blog เก็บไว้ดีกว่า + เป็นการแชร์ไอเดีย

ทำไมแนว Fibo แต่ละจุดถึงมีนัยสำคัญ (ไม่เท่ากัน) ??
ทำไม trader ถึงนิยมชมชอบแต่ละจุดไม่เท่ากัน ?? ทำไม 61.8% ถึง popular???

ถ้าเราเทรดแบบมี Stop Loss แล้ว ย่อมต้องผูกกับแผนการเทรด ระบบเทรด ซึ่งก็ต้องไปผูกกับ expectancy ซึ่งก็คำนวณมาจาก %Win/Loss และค่า R/R ตามปกติ

จากรูปข้างบน เพียงแค่เรามีระบบ Entry & Exit ที่ง่ายๆ และเข้าใจ MM ได้ดีพอสมควรแล้ว
เราเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากแนว fibo ธรรมดา (+wave 3 นิดหน่อย) ก็สร้าง Model ระเบิดพลังแบบง่ายๆ ได้แล้วครับ

"Low Risk & High Return" มีอยู่จริง แต่เห็นเพียงแค่นี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าจะง่ายๆ แบบนั้น ทุกอย่างมาจากความเพียรพยายามและความอดทนนะครับ => รักษาเงินต้นให้ได้ แล้วจึงนำกำไรไปต่อยอด

มีเรื่องตลกเกี่ยวกับการแชร์ความคิด ก็ไม่รู้ว่าจะภูมิใจ หรือยังไงดี 555
เพราะบทความบางบทความที่ผมเขียนเอาไว้ใน page
ได้ถูกแชร์ไปเรื่อยๆ จน web forex ก็ยัง copy ไปแปะไว้เฉยๆ ซะงั้น (แหม!! ทำไปได้)
(http://forex-exness-thai.blogspot.com/2013/06/elliott-wave.html)
จริงๆ ผมดีใจนะที่บทความที่ผมตั้งใจใช้ประสบการณ์เขียนจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นในวงกว้างได้ขนาดนี้ เพราะเรื่อง Elliott wave นี่เป็นอาไรที่น่าจะงงที่สุดในบรรดา Technical แล้ว คนก็พยายามหาว่าวิธีที่จะนับมันง่ายๆ นี่ทำยังไงดี ผมใช้เวลาในการเขียนบทความนี้ประมาณ 1-2 เดือน ก็ไม่เสียแรงเปล่าครับ เพราะใน page ของผม บทความนี้ก็คือ บทความที่ได้จำนวน like มากที่สุดเช่นกัน ^ ^

คนเราเกิดมาแล้วก็ตายไป ตายไปแล้วเกิดใหม่ก็คงจำไรไม่ได้ล่ะ
มีความรู้จะเก็บเอาไว้ทำไมครับ เอามาแชร์กันดีกว่า อย่าไปยึดติดครับ 555


Saturday, 25 January 2014

***Jan 25, 2014 - DAX มหาประลัย


Model มหาประลัย กับ Index มหาประลัย กร๊ากก!!

ตามรูปอ่านจากซ้ายมาขวาครับ
เริ่มต้น Trader#1 ทำการบ้านมาว่าภาพรวมลงแน่ (แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ แต่ประมาณว่า 1 week น่าลงแน่รูปนี้) 
มีการเตือน Trader#2 ให้ปิดไม้ L ที่มีอยู่ในมือด้วยความหวังดี

Trader 2 คนมีคนละ 3 ไม้เทรด port เดียวกัน
กฏมีว่าห้าม All-in  ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ไม่วายอารมณ์พาไป (อีกแล้ว)
Trader#1 จึงทำการ S All-in 3 ไม้
Trader#2 เห็นก็เลยทนไม่ไหว ขอ All-in บ้าง เพราะถ้าเกิด Trader#1 ถูกขึ้นมาคงจะโดนเหยียดหยามมิใช่น้อย โดย Trader#1 บอกว่า Mental ไม่เสียแน่นอน port ทนได้ไม้ละ 300 จุด โดยไม่ต้อง Stop Loss
ลูกศรจิ้มลงตรงวงกลม คือ จุดที่ All-in S 6 ไม้รวด
แต่เมื่อใดที่คุณฝืนกฏ พระเจ้าก็พร้อมที่จะลงโทษคุณทันที 555 (มรึงไม่รวยง่ายๆ หรอกน่า แสรดด)
หลังจากนั้นราคาก็จิ้มลงไป ในใจยิ้มกริ่ม รวยล่ะกรู แต่!!! หลังจากนั้นมันก็พุ่งกลับขึ้นอีกด้านอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า V Shape ในตำนาน ราคาพุ่งขึ้นไปอีกด้าน 350 จุดอย่างรวดเร็ว Port แทบแตก เพราะไม่ยอมเปิดไม้ Hedge อีก (ตรงรูปกรรไกรนั้น คือ จุด Hedge ที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้ Hedge เนื่องจากโดน Bias S ครอบงำ และ Mental เสีย เพราะว่ากำไรแล้วไม่ได้ปิด + All-in 6 ไม้ มันไม่ใช่สิ่งที่ Mental ปกติจะรับได้)

หลังจากนั้นก็มีการ Hedge แบบผิดจังหวะ เข้ายอด ออกก้น Equity ก็โดนกินไปอย่างรวดเร็ว DD ไป 85%
Trader#1 เริ่มถอดใจบอกว่าอาจต้องล้าง port

แต่เราเชื่อในกฎของการ Hedge แบบมีชั้นเชิงแบบที่เคยทำการบ้านมาว่า
"คุณจะใช้กระบวนท่าอะไรก็ได้ ขอให้คุม Loss ให้อยู่"
จึงเริ่มวางไม้ Hedge แบบขั้นบันไดในจุดที่คิดว่าจะไม่โดนเกี่ยวแน่ๆ จะว่าวัดใจกันในเฮือกสุดท้ายก็ไม่เชิง => สุดท้ายแล้วมันก็ลงจนได้ เราก็เลื่อนไม้ Hedge ตามลงมา โดยต้องกะให้ได้ว่า อีกวันนึงตลาดมันเปิดกระโดดขึ้นมาก็จะต้องไม่เกี่ยวโดนไม้ Hedge 6 ไม้ของเราที่กระจายกำลังกันอยู่

ผลลัพธ์คือ โดนเกี่ยวไปแค่ 1 ไม้ (ตั้งพลาดไป 2 จุด) ซึ่งถือว่าน้อยมากเพราะตั้งครั้งละ 6 ไม้เลื่อนไปเลื่อนมาเป็นร้อยครั้ง พอมันลง เราก็เลื่อนไม้ Hedge ตามไปเรื่อยๆ เหมือน Trailling stop ทำการ Squeeze Equity กลับคืนมาจากที่ port เหลืออยู่แค่ 15% ก็กลับอยู่ที่ระดับ 120% หรือโตขึ้น 8 เท่าหรือ 800% ภายใน 2 วัน (DAX แม่ม ลงโหดจิงๆ โหดแท้หราวันเดียว 330 จุด โคตร Big Black ในตำนาน)

สรุปว่า กรูทดลอง Model ระเบิดมหาประลัยได้อีกอันแระ 555 คราวหน้าไม่พลาดแน่ หึหึหึ


***ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้ port คุณระเบิดได้มีแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ
1) Overtrade และ 2) Stop Loss ไม่ทำงานครับ
ถ้าคุณคุม 2 อย่างนี้ได้ ก็เท่ากับคุณคุมเกมส์ได้ คือ ควบคุมความเสียหายได้
ในเมื่อคุณ Limit Loss ได้แล้ว ต่อให้เจ้ามือเอาระเบิดปรมณูมาถล่มตลาด ก็ทำอาไรคุณไม่ได้ครับ
555



เอารูปในอดีตตอนเกิดเหตุมาลงเก็บไว้ว่าควรจะ Hedge ตรงไหน (Break 3 เหลี่ยม + Golden Cross + ทะลุแนวต้าน + Indy ทุกอย่างบอกว่าเป็นขาขึ้นหมดแล้ว)
=> ในนาทีชีวิต ถ้าเราไม่มีแผนการเตรียมไว้ล่วงหน้า ก็มักจะตัดสินใจพลาดเสมอครับ



Friday, 10 January 2014

ศุกร์ที่ 10 มกราคม 2557 => สัญญาณวันฟ้าเปิดมาแว้ว อิอิ

เมื่อคืนนั่งทำงานถึงตี 4 ตลาด DAX future ปิดพอดี ก่อนนอนยังคิดอยู่ว่ากรูทำไรอยู่ว่ะเนี่ย เหนื่อยชิบบ นอนไปแป๊บเดียวก็เช้าล่ะ ตื่นมาแบบงงๆ

แต่ยังโชคดี
วันนี้เป็นวันอาไรไม่รู้ แต่ว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเยอะแยะมากมายแบบน่าประหลาดใจ เลยต้องขอ  mark กันไว้ก่อนเลยทีเดียว เรียกว่าหายเหนื่อยเลย อุอุุ

เนื่องจากเราก็ทำอาไรไปหลายๆ อย่างล่ะ เพื่อให้มันดีขึ้น ทำแต่เหตุที่ดี สุดท้ายผลมันจะดีหรือไม่ดีก็อย่าท้อแท้ใจ แต่ในเมื่อเราใส่แต่เหตุที่ดี สุดท้ายพอหมดเวรหมดกำ ฟ้าเปิดแล้ว มันก็จะดีเอง...


วันนี้เรามีเรื่องอาไรดีๆ บ้าง
1. ทำเรื่องต่ออายุสัญญาธุรกิจที่เป็นฐาน cashflow หลักเรียบร้อย
2. ทำเรื่องขึ้นราคาบริการของอีกธุรกิจเสร็จเช่นกัน
3. ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงหลักของครอบครัวได้สำเร็จหลังจากที่ประกาศขายมาหลายปี
4. อาซ้อใจดีมาเก็บค่าเช่าร้านแล้วลดราคาค่าเช่าให้อีก 5,000 บาท (ข้อนี้แหละที่ทำให้น่าประหลาดใจที่สุด 555)
5. แฟนบอกว่าที่บ้านอยากจะทดลองเอาเงินก้อนนึงมาเทรดแบบ True Alpha + Beta
6. หลังจากครอบครัวรู้ว่าขายที่ดินได้ คุณพ่อกับคุณแม่ก็ดีใจ เลยได้นั่งคุยเรื่องราวต่างๆ กันนานหลาย ชั่วโมงเลยทีเดียว ^ ^